วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เยี่ยมไร่ชั่งหัวมัน มหัศจรรย์สู้แล้ง

ฟอร์เวิร์ดเมล์ ไม่ทราบนามผู้เขียน จั่วหัวว่า "ชั่งหัวมัน...โครงการตามพระราชดำริ" หลายคนที่มีโอกาสได้อ่าน พูดเป็นเสียงเดียวกัน ทำให้หัวใจรู้สึกอบอุ่น ชุ่มชื่นอย่างบอกไม่ถูก ได้กลับบ้านเกิดในวันหยุดยาววันพ่อ คุณพ่อก็ชวนขับรถเที่ยวอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเพชรบุรี อย่างอำเภอท่ายาง ไม่ได้มีที่เที่ยวน่าสนใจไปกว่า ชะอำ หัวหิน จึงนึกไม่ออกว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหนได้อีกนอกจากสองที่นั้นคำเชิญชวนต่อมาของพ่อ ชวนให้รู้สึกสนใจขึ้นไปอีก เพราะพ่อบอกว่า "ไปดูไร่ที่ในหลวงซื้อเอาไว้ไหม"พ่อเล่าต่อว่า ไร่นั้นอยู่ห่างไกลความเจริญ ถนนลาดยางยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้าไม่มี แต่พระองค์ท่านทรงปลูกบ้านอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้ว"บ้านมีสองหลัง หลังแรกของในหลวง หลังที่สองของพระเทพฯ ราชการทูลเกล้าฯถวายเลขที่บ้าน เลขที่ 1 กับเลขที่ 2" ฟังทีแรกก็ไม่เข้าใจว่า พระองค์ท่านจะไปซื้อที่ดินในที่ทุรกันดาร แถมยังปลูกบ้านไว้ที่นั่นทำไม ในเมื่อปัจจุบันพระองค์ท่านก็อยู่ที่หัวหินเป็นกิจจะลักษณะแล้วแถมพ่อยังบอกอีกว่า ขับรถเข้าไปในที่ดินได้เลยนะ ทหารเขาให้เข้า...ก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ เราจะเข้าไปขับรถเล่นในเขตพระราชฐานกันได้ยังไง จากตัวอำเภอท่ายาง ขับเลี้ยวเข้าไปทางตำบลเขากระปุก ถนนเริ่มเล็กลงเรื่อยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยไร่นา"นั่งมองต้นไม้ไปได้สักครู่ สองข้างถนนก็เริ่มมีธงชาติ ธงเหลือง ธงฟ้า และธงม่วง พร้อมตราสัญลักษณ์ของแต่ละพระองค์ (ราชาศัพท์เรียกอะไร?) ติดเต็มไปตลอดทาง"ดูจากเสาธงก็รู้ว่าเป็นธงที่ชาวบ้านช่วยกันทำขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อรับเสด็จ ข้างๆ ธงมีร่องรอยตะเกียงน้ำมันอย่างง่าย...หรืออาจเรียกได้ว่าคบไฟ"ใจของผมคิดว่า ชาวบ้านคงทำไว้เพื่อรอรับเสด็จในเวลากลางคืน" ยิ่งขับรถมาไกล ลึกวนเข้าไปเหมือนจะถึงชายเขา แต่ทั้งธงและคบไฟก็บ่งบอกได้ว่า...ข่าวของพ่อไม่ผิด เรากำลังใกล้ไร่ของในหลวงเข้าไปทุกขณะนริศในขณะที่นั่งชมทิวธงและคบไฟไปได้จนเริ่มง่วง ถนนลาดยางก็เปลี่ยนเป็นถนนลูกรัง ฝุ่นคลุ้งตลบ แต่เราคงมาไม่ผิดทางแน่ เพราะทิวธงยังคงอยู่ มองไปแต่ไกลเห็นภูเขาขนาดย่อมอยู่ตรงหน้า กังหันผลิตไฟฟ้าประมาณสิบกว่าต้น สูงเด่น มีรถทะเบียนกรุงเทพฯวิ่งสวนมาเป็นระยะ ฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มถนนแคบรั้วลวดหนามทอดตัวยาวไกล ต้นไม้หลากหลายชนิดเรียงตัวเป็นระเบียบอยู่ในนั้น เขื่อนดินขนาดใหญ่ พร้อมศาลาเก้าเหลี่ยมสูงเด่น "เราเดินทางมาถึงไร่ของในหลวงกันแล้ว"แลกบัตรที่ป้อมทหารทางเข้าเรียบร้อย เลี้ยวรถเข้าไป...ก็ถึงบางอ้อ ที่ดินจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ที่ว่า ไม่ใช่ไร่ที่ซื้อเอาไว้หลบหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง หรือใช้ตากอากาศ แต่มันคือที่ดินเพื่อใช้เป็นโครงการในพระราชดำริ ที่มีชื่อมันๆว่า... "โครงการชั่งหัวมัน"ดูจากวันที่ตั้งโครงการ ระบุว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2552 คาดว่า...น่าจะเป็นโครงการล่าสุดเลยทีเดียว "พอได้เดินเข้าไปในโครงการ บอกตรงๆว่ารู้สึกซาบซึ้งมาก เพราะไม่นึกว่าในหลวงที่เราเห็นในทีวี ยังมีพระทัย...มีไฟ ริเริ่มโครงการใหม่ๆในถิ่นที่อยู่ ห่างไกลความเจริญอยู่ตลอดเวลา ไม่มีหยุด" ผมว่านี่คือเรื่องราวดีๆ...ไม่กี่เรื่องในรอบปีที่ได้รู้ แล้วก็อยากเอามาเล่าต่อเอ่ยชื่อโครงการ "ชั่งหัวมัน" หลายคนอาจจะตีความไปต่างๆนานา ดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง ให้ข้อมูลถึงที่มาโครงการชั่งหัวมันว่า ครั้งพระเจ้าอยู่หัวประทับที่พระราชวังไกลกังวล ทรงมีพระประสงค์ ให้นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวาย วางไว้บนตาชั่งแบบโบราณ แล้วพระองค์เสด็จ พระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ "พอพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวล จึงพบว่า มันเทศที่วางไว้บนตาชั่งมีใบงอกออกมา พระเจ้าอยู่หัวจึงรับสั่งให้นำหัวมันต้นนั้นไปแยกกระถางปลูกไว้ในวังไกลกังวล แล้วทรงมีพระราชดำรัสให้หาพื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศ"โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ เป้าหมายต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก โดยให้ภาครัฐกับชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด ปลูกพืชสวนครัว อาทิ มะเขือเทศ มะเขือเปราะ พริก กะเพรา โหระพา มะนาวแป้น ผักชี ผลไม้...ก็มี สับปะรดปัตตาเวีย แก้วมังกร มะละกอแขกดำ มะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวแก่ ชมพู่เพชรสายรุ้ง กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ อ้อยโรงงาน มันเทศญี่ปุ่น มันเทศออสเตรเลีย มันต่อเผือก มันปีนัง หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวเหนียวพันธุ์ซิวแม่จัน ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวหอม ข้าวเจ้าพันธุ์ลีซอ ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว ยางนา ยางพารา ชมพู่เพชรดิสธร บอกว่า โครงการชั่งหัวมันเป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยคาดว่าอนาคตจะเป็นอีกแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนโดยทั่วไปได้เข้าชมนริศ สมประสงค์ เจ้าหน้าที่งานในพระองค์ โครงการชั่งหัวมัน เสริมว่า แรกๆชาวบ้านสงสัยกันมาก ตั้งแต่ชื่อโครงการ...ชั่งหัวมัน "ชาวบ้านตีความชื่อโครงการกันพอสมควร แรกๆก็ตีความออกไปทางการเมือง พระองค์ท่านเบื่อแล้ว...ก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เหตุผลจริงๆคือหัวมันบนตาชั่งยังขึ้นได้ แล้วที่แห้งแล้งขนาดไหน มันก็ต้องขึ้นได้"ข้อสงสัยต่อมารวมไปถึงทำไมท่านมาซื้อที่ดินที่นี่ ซึ่งแห้งแล้งมากเหลือเกิน จะปลูกอะไรก็ลำบาก ติดปัญหาเรื่องน้ำราวเดือนกรกฎาคม ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ครั้งแรกผืนดินมีแต่ป่ายูคาลิปตัส ชาวบ้านก็ยังไม่รู้ว่าในหลวงท่านมาซื้อที่ดินผืนนี้เอาไว้นริศ บอกว่า เราทุกคนคงทราบ อะไรที่ยากลำบากท่านโปรด ท่านจะทำให้ดู พิสูจน์ว่า...ทำได้ เพื่อจะได้เป็นแม่บทในการที่จะทำ เหมือนเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมของชาวบ้านที่นี่ชัดเจนว่าโครงการ "ชั่งหัวมัน" ชาวบ้านจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่"ผืนดินโครงการชั่งหัวมัน ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน 2 ตำบล ตำบลกลัดหลวง ตำบลเขากระปุก มาช่วยกัน เกษตรอำเภอก็เข้ามาช่วยจัดสรรพื้นที่ ท่านดิสธรก็เข้ามาร่วมวางแผน จะให้ชาวบ้านปลูกอะไร..."ชั่งหัวมัน...อยากจะให้มีการร่วมมือร่วมแรงกันระหว่างชาวบ้าน ซึ่งทุกคนก็เต็มใจที่จะปลูกถวายให้พระองค์ท่าน เพราะอยากให้ท่านมีความสุขหน่อไม้ฝรั่ง ข้าวไร่ ข้าวโพด มะพร้าว แก้วมังกร กะเพรา พริก มะนาว ถูกจัดสรรลงแปลงปลูกอย่างรวดเร็ว เหมือนฝัน...ราวกับเนรมิต ทุกวันพฤหัสบดีจะมีการลงแขก ระดมชาวบ้านเพื่อมาดูแลแปลงผักที่จัดสรรเอาไว้ เก็บวัชพืช ส่วนเรื่องน้ำจะมีคนงานในไร่ ช่วยดูแลรดน้ำ เก็บพืชผล ส่งจำหน่ายที่ร้านโกลเด้นเพลส ทั้ง 7 สาขา...หัวหิน 2 สาขา กรุงเทพฯ 5 สาขาผลิตผลจากโครงการอีกส่วนหนึ่งก็จะถูกส่งไปที่ห้องเครื่อง วังสวนจิตรลดา และผลผลิตส่วนที่สาม ก็จะส่งไปที่ตลาดกลางการเกษตรอำเภอท่ายางวันนี้...ผลผลิตที่สร้างรายได้ให้มากที่สุด คือมะนาวพันธุ์พื้นเมือง "ในหลวงท่านทรงมีพระราชดำริว่า ไม่ต้องการให้ใช้สารเคมี หรือถ้าจะใช้ก็ใช้น้อยที่สุด มะนาวของพระองค์ท่าน ผิวจะไม่ค่อยสวย เรียกว่าเป็นมะนาวลาย แต่ผิวบางน้ำเยอะ เป็นที่ต้องการของตลาด...สนนราคาก็ขึ้นๆลงๆไปตามกลไกตลาด แต่ละวันไม่เหมือนกัน"นอกจากแม่แบบด้านการเกษตร ยังมี...กังหันลมผลิตไฟฟ้า ตามนโยบายรัฐบาลที่ใช้พลังงานทดแทน ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 5 กิโลวัตต์ต่อต้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 ต้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะดำเนินการเข้ามารับซื้อพลังงานสะอาดที่ได้นี้ต่อไปไฟฟ้าพลังงานสะอาดไม่ได้ใช้หมุนเวียนในไร่ ผลิตได้เท่าไหร่ จะเอาไปหักลบกับพลังงานที่ใช้...ทุกเดือนจะมีเงินเหลือ การไฟฟ้าฯตีเช็คกลับคืนมา 3-4 ครั้งแล้วพื้นที่ทั้งหมดโครงการชั่งหัวมัน 250 ไร่ วันนี้ถึงจะยังไม่ถูกพัฒนาเต็มทั้งหมดทุกจุด แต่ในภาพรวมโครงการก็กำลังเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆอย่างเป็นรูปธรรม แค่เพียงไม่กี่เดือน ชั่งหัวมันยังเขียวขจีได้ขนาดนี้...หากผ่านไปเป็นปี หลายปี...พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งทุรกันดารผืนนี้ คงจะกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกชั้นยอด ขึ้นชื่ออันดับหนึ่ง ณ บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี.
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
6 กุมภาพันธ์ 2553, 05:00 น.
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง





เลขที่ 1 บ้านคอกไก่ โครงการชั่งหัวมัน

"...คนที่ไปดูได้เห็นว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลยแต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้น การที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำแล้ว ก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่
กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดรวมกันทำ และมีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศไทยจะมีความสำเร็จ" พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 21 สิงหาคม 2552 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ศรราม ต๋องาม สมาชิก อบต.กลัดหลวง หมู่ 8 บ้านทุ่งโป่ง อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี บอกว่า สมัยก่อน...ชาวบ้านก็ทำไร่กันแบบทั่วไป ผมเริ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 2 ไร่ 1 งานก็ปลูกกันไป...ทำกันมา เอาไปขายตลาดก็ถือว่าขายดี ราคาก็ดี "แต่ปัญหาสำคัญคือ...ขาดแหล่งน้ำ"ศรราม บอกว่า หน่อไม้ฝรั่ง จะต้องใช้คนงานมาก พอเริ่มต้นปลูก จะต้องดูแลเรื่องน้ำ ทำหญ้าให้เขา การใช้ปุ๋ย ใช้ยา ไม่มีวัชพืชใดๆทั้งสิ้นลงดินไปแล้ว 4 เดือน ถึงจะเก็บได้ แต่ในระยะนี้...ต้องหมั่นพรวนดิน ปักหลัก เอาเชือกขึง เพื่อไม่ให้ต้นล้ม...โยก ต้นจะให้หน่อได้สมบูรณ์"ถ้าปลูกแบบปล่อยไม่ดูแลอะไรเลย ต้นก็จะสูง ล้ม โยกเอน หน่อไม้ฝรั่งที่ออกมาก็จะไม่สวย"ครอบครัวศรรามปลูกหน่อไม้ฝรั่งมานานเกือบ 10 ปีเต็ม สั่งสมประสบการณ์เอาไว้หลายอย่าง พอรู้ข่าวว่าในหลวงมาซื้อที่ดินผืนนี้เอาไว้ ก็มีคำถามหลายข้อที่สงสัย...
สงสัยติดใจได้ไม่กี่วัน...วันที่ 13 กรกฎาคม คุณดิสธร วัชโรทัย ก็มาประชุม 26 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมชาวบ้าน 3 ตำบล กลัดหลวง เขากระปุก เขาไม้รวก...ชาวบ้านแต่ละคนได้รับการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ศรรามเชี่ยวชาญเรื่องหน่อไม้ฝรั่ง ก็รับหน้าที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งในแปลงปลูกไร่ชั่งหัวมัน ศรราม บอกว่า การขาย...การทำการเกษตรแบบเดิมที่ทำกันมานาน ชาวบ้านบางคนอาจเรียกว่า...ทำแบบครูพักลักจำ บางทีจำไม่หมดก็จดไว้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้จด"ทำไป...ก็ใช้ไปอยู่ตรงนั้น ทำแค่ให้อยู่ได้ มีกินมีใช้ ไม่ลำบาก ไม่ขัดสน ก็พอแล้ว"หน่อไม้ฝรั่งพื้นที่สองไร่กว่า เลี้ยงครอบครัว 7 ชีวิต อยู่ได้ เช่นเดียวกับการปลูกหน่อไม้ฝรั่งในแปลงชั่งหัวมัน ของพระองค์ท่าน แปลงนี้ ปลูกหน่อไม้ 5,200 ต้น...การเก็บเกี่ยวต่อวันจะอยู่ที่ 50-60 กิโลกรัมช่วงแรก ต้นยังเล็กขายกิโลกรัมละ 29 บาท แต่ตอนนี้ ขยับขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 40 บาทแล้ว หน่อไม้ฝรั่ง มีอยู่ 3 เกรด เกรดเอ...บี...ซี แล้วก็เกรดรวม เกรดเอราคาสูงแต่ต้องคัดเฉพาะต้นใหญ่เท่าหัวแม่มือ แต่ที่ขายอยู่ทุกวันนี้เป็นเกรดซีเกรดรวม"ราคาหน่อไม้ฝรั่งที่ขายในท้องตลาดก็ขึ้นๆลงๆ ตามราคาตลาด"ย้อนไปก่อนหน้าที่ในหลวงจะมาซื้อที่ดินทำโครงการชั่งหัวมัน ตอนนั้นชาวบ้านทำการเกษตรแบบชาวบ้าน ไถดิน พรวนดิน แล้วก็ไม่มีที่จะเอาปุ๋ยมาบำรุงดิน ปรับปรุงหน้าดิน ไถเสร็จก็หาพืชพันธุ์มาปลูก แล้วก็ใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยกระสอบ"ปุ๋ยกระสอบ...ถามว่าได้ผลไหม ก็ได้ผลตอนที่ใส่ไปใหม่ๆ" ศรราม ว่า "ปุ๋ยเคมีจะมีคุณภาพช่วง 5 วัน...10 วัน หลังจากนั้น 15 วัน...1 เดือนคุณภาพก็เสื่อมลง ต้นไม้จะเหี่ยวแห้ง เหลือง ไม่เขียวขจีเหมือนที่เราใช้ปุ๋ยชีวภาพในปัจจุบัน"สภาพผืนดินที่บ้านคอกไก่ ถือว่าแห้งแล้งที่สุด ชาวบ้านทำการเกษตรกันแบบตามมีตามเกิด ตามฟลุก...ถ้าฝนดี น้ำมาก เราก็ได้ทำนานหน่อย ให้พืชผักอุดมสมบูรณ์ แต่ถ้าปีไหนฝนแล้ง ฝนธรรมชาติไม่มี ใช้น้ำหมดก็หมดกันว่างเว้น...จากการทำการเกษตร ก็พากันไปรับจ้าง พืชที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูก ก็จะมีหน่อไม้ฝรั่ง อ้อย สับปะรด ผักสวนครัว มะเขือเทศ พริก ถั่วฝักยาว แตง แฟง ข่า ตะไคร้"ผลผลิตจะมาก จะน้อย...ควบคุมอะไรไม่ได้เลย"ความเจริญ เขียวชอุ่มในไร่ชั่งหัวมัน กำลังแผ่ขยายไปสู่ไร่ชาวบ้านละแวกข้างเคียง และขยายวงไปเรื่อยๆ ศรราม บอกว่า โชคดีเป็นบุญวาสนาของพวกเรา ที่พระองค์มาซื้อดินไว้ที่นี่ ลงมาทำการเกษตร เป็นต้นแบบให้ชาวบ้านได้ดูเป็นตัวอย่าง"รู้ไหมว่าชาวบ้านปลาบปลื้มใจ ดีใจที่สุด"
การทำงานในช่วงเริ่มต้นโครงการชั่งหัวมัน ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่ง เราร่วมแรงร่วมใจลอกอ่างเก็บน้ำหนองเสือ ปรับปรุงให้เก็บน้ำได้มากขึ้น...จาก 230,000 ลูกบาศก์เมตร เป็น 280,000 ลูกบาศก์เมตรแรกๆชาวบ้านพูดกันมาก ที่ดินแห้งแล้งขนาดนี้ น้ำก็น้อยมากๆ ในหลวงจะซื้อมาปลูกอะไร"ที่แปลงนี้...ชาวบ้านเจ้าของที่เดิมประกาศขายมาหลายปีแล้ว ไม่มีใครที่จะซื้อ ดูในหน้าโฉนด...แผนผังสวยดี ราคาไม่สูงจนเกินไป ทุกคนก็อยากจะซื้อ แต่พอมาเห็นพื้นที่จริง มีแต่ป่ายูคาฯ ป่ากระถินณรงค์...ก็ไม่มีใครอยากได้"ศรรามถือเป็นผู้เชี่ยวชาญการปลูกหน่อไม้ฝรั่งแถวหน้า แต่วันนี้ได้รับหน้าที่ ให้เป็นวิทยากรบรรยายให้กับผู้เข้ามาศึกษาดูงาน โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริศรราม บอกอีกว่า แต่จะเป็นคู่บุญบารมีของพระองค์ท่านก็ไม่ทราบ นับตั้งแต่วันที่ซื้อที่ดิน ชาวบ้านก็ร่วมแรงร่วมใจ ช่วยกันปรับปรุงทำ เนรมิตผืนดินของพระองค์ท่านให้เป็นสวนเกษตรเหมือนสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ"พืชผัก พืชพรรณที่ปลูกเอาไว้ เขียวขจี แล้วก็ได้รับผลประโยชน์กลับคืนมาในการจำหน่าย มะนาวก็ดก...น้ำเยอะ หน่อไม้ฝรั่งก็งาม งามกว่าที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงปลูกได้มากๆ เราเห็น เราทำกับมือ...ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ชาวบ้านทุกคนก็เห็นเหมือนๆกัน"
ศรรามสิ่งที่เกิดขึ้น การทำเกษตรถ้าใช้ปุ๋ยเคมี ก็ต่างกับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ...ปุ๋ยเคมีงามชั่วเวลาที่ปุ๋ยมีคุณภาพ แต่ถ้าหมดฤทธิ์ เสื่อมโทรมแล้วมันก็ไม่ทำให้พืชผักงามอยู่ตลอด โครงการชั่งหัวมัน ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยหมักบำรุงต้นใบอย่างผสมผสาน ปรับพื้นดิน ทำให้ดินร่วนซุยอยู่ตลอด จะปลูกอะไรก็ราวกับว่าผืนดินผืนนี้เป็นผืนดินมหัศจรรย์ชาวบ้านข้างเคียงเขาก็ได้รับอานิสงส์ ได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำตามกันจริงๆ ไม่เฉพาะแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังเป็นการทำจริงๆให้กับตัวเอง ลดการลงทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละ 1,000 กว่าบาท "ปุ๋ยชีวภาพ ราคาต่ำแต่ได้ผล เก็บผลผลิตพืชผลได้มาก ได้มารู้ ได้มาเรียน ได้มาทำตาม ตอนนี้ชาวบ้านข้างเคียง ก็ทำแบบเดียวกับโครงการชั่งหัวมัน เหมือนลูกเดินตามรอยพ่อ"ประเด็นประทับใจสุดท้าย ในไร่ชั่งหัวมัน นริศ สมประสงค์ เจ้าหน้าที่งานในพระองค์ โครงการชั่งหัวมัน บอกว่า ชาวบ้านทั่วไปเห็นบ้านในโครงการ ก็พูดกันว่า ในหลวงทรงสร้างบ้านเอาไว้ด้วย มีเลขที่บ้าน... "เลขที่ 1" "ต้องบอกก่อนนะครับว่า เป็นความเข้าใจของชาวบ้าน คิดว่าท่านมาประทับที่นี่ แต่ศาลาทรงงาน เรือนที่ประทับ ที่สร้างไว้ท่านยังไม่ได้มาประทับ เนื่องจากตอนแรกยังสร้างไม่เสร็จเรียบร้อยดี ปัจจุบันเรียบร้อยดีแล้ว รอท่านเสด็จกลับมาอีกครั้ง"บ้านในหลวงที่ชาวบ้านเข้าใจ คือ เรือนรับรองที่ประทับ เลขที่ 1 บ้านหนองคอกไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีเป็นความปลาบปลื้มของเกษตรกรท่ายาง ที่ในหลวงท่านมาประทับ มาซื้อที่ดินและยังขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรของอำเภอท่ายางอีกด้วยนริศ บอกว่า ไปส่งมะนาวที่ตลาด คนในตลาดก็ดีใจ เหมือนเราได้มาในฐานะตัวแทนของไร่ในหลวง แม่ค้า...พ่อค้าหลายคนก็เข้ามาถาม ไปไกลไหม อยู่ตรงไหน อยากจะเข้ามาดู มาเห็นด้วยตาศรราม ต๋องาม สมาชิก อบต.กลัดหลวง เสริมว่า บ้านในหลวง เลขที่ 1 ในไร่ชั่งหัวมัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็คิดว่า...จะต้องปลูกเป็นรั้ว เป็นวังมีตึกใหญ่โต พอมาเห็นจริงๆ ก็เหมือนบ้านทั่วไป ไม่ต่างกับชาวสวนชาวไร่คนหนึ่ง"ชาวบ้านทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกับผม โครงการชั่งหัวมัน เหมือนทำให้พ่อของแผ่นดิน บุกมาหาลูกในดง...ในป่า แน่นอนว่าลูกก็ปลาบปลื้มใจ จะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้พ่อมีพระเกษมสำราญ มีความสุข".

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สั่งไก่วันตรุษจีน...บาปไหม


สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

ถาม : อย่างกรณีที่วันตรุษจีนเวลาถ้าเราซื้อเป็ดซื้อไก่ ผิดศีลข้อ ๑ อยู่แล้ว แต่กรณีที่เรารู้ว่าร้านนี้เขาขายเป็ดขายไก่วันตรุษจีนอย่างนี้ เราไปสั่งเขา ๆ ก็ไปซื้อของเขามาเอง เราจะบาปไหมคะ ?

ตอบ: ไม่ต้องเสียเวลาสั่งหรอก ไปถึงมันก็มีรออยู่บานเลย ถามว่าบาปไหม ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังไม่ห้ามเลย ท่านบอกว่าถ้าเป็นปวัตตมังสะ คือเนื้อที่เขาขายเป็นปกติอยู่แล้ว ภิกษุฉันได้เพราะถึงเวลาเราไม่ได้ซื้อเขาก็ฆ่าอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นอุทสมังสะ คือเขาเจาะจงฆ่าเพื่อเรา ท่านบอกว่าถ้ารู้ว่าเขาฆ่าเพื่อเรา ถ้าเห็นว่าเขาฆ่าเพื่อเรา ถ้ารังเกียจว่าเขาฆ่าเพื่อเราปรับทุกคำที่กินอันนี้ของพระถ้าของฆราวาสเบากว่าเยอะ เราอย่าไปสั่งก็แล้วกันถึงเวลาตรุษสารทวางขายบานเบอะอยู่แล้ว ไปซื้อร้านไหนก็ได้ที่เขาเชือดไว้เรียบร้อยแล้ว มีอยู่ปีหนึ่งอยากรู้ว่าตรุษสารทแต่ละปี สัตว์จะตายมากเท่าไหร่ ก็ตั้งใจไปดูที่ตำหนักพระยายม เจ้าประคุณเถอะไม่ต้องนับกันเลยเป็นล้าน และที่แปลกใจมากก็คือมีวัวเยอะมาก มีวัวมีแพะเยอะมาก เอ๊ะ! เราก็แปลกใจวัวกับแพะมันเกี่ยวอะไรกับตรุษจีนว่ะ ต้องมาตายกับเขาด้วย ปรากฎว่าจริง ๆ แล้วมีคนจีนอยู่จำนวนมหาศาลที่เขากินวัวกินแพะเป็นปกติ พวกนี้จะอยู่ด้านมณฑลซินเกียงของจีน มณฑลซินเกียงใหญ่ประมาณ ๕ เท่าของประเทศไทย และ ๕ เท่าของประเทศไทยคนจะมีสักเท่าไหร่ ตีเสียว่าคนมี ๕ เท่าด้วย ก็คงประมาณ ๓๐๐ ล้านคน และมณฑลซินเกียงจะเป็นพวกเผ่าที่นับถืออิสลาม พวกเขาจะกินวัวกินแพะกินแกะเป็นปกติอยู่แล้ว แต่คราวนี้ตรุษสารทก็เยอะหน่อย ตอนแรกเห็นแล้วงงมากมันมีวัวมีแพะได้อย่างไร คนจีนเขาไม่กินวัวเราก็รู้ ส่วนใหญ่นับถือเจ้าแม่กวนอิมใช่ไหม ที่ไหนได้ฟาดกันเพลินเลย

นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลย


ที่มา : การบริหารจิตสำหรับผู้ใหญ่ : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

นินทานั้นไม่มีโทษ...แก่ผู้ถูกนินทาเลยผู้ถูกนินทาพึงมีเหตุผลคำนินทาใดๆ ไม่อาจทำคนดีให้เป็นคนไม่ดีไปได้

คนจะดีก็เพราะกรรม คนจะเลวก็เพราะกรรม หาใช่จะดีเพราะสรรเสริญ หรือจะเลวเพราะนินทาก็หาไม่

ควรถือความจริงนี้เป็นสำคัญ และอย่าทำหรือไม่ทำอะไรเพราะกลัวนินทาหรือเพราะปรารถนาสรรเสริญ

อย่าทำอะไรก็ตามทุกอย่างที่แม้เพียงสงสัยว่าเป็นกรรมไม่ดี แต่จงทำอะไรก็ตามทุกอย่างที่พิจารณาแล้วตระหนักแน่ชัดว่าเป็นกรรมดีเท่ากัน

แม้ว่าการทำกรรมดีจะมีผู้นินทานินทานั้นไม่มีโทษแก่ผู้ถูกนินทาเลย ถ้าผู้ถูกนินทาไม่รับ คือไม่ตอบ เช่นเดียวกับผู้ถูกด่าไม่ด่าตอบ ผู้ถูกขู่ไม่ขู่ตอบ ผู้ถูกชวนวิวาทไม่วิวาทตอบ แต่คำนินทาว่าร้ายทั้งจะตกเป็นของผู้นินทาทั้งหมด ผู้นินทาคือผู้ทำกรรม ซึ่งเป็นกรรมไม่ดี ไม่ว่าผู้ถูกนินทาจะรับหรือไม่รับก็ตาม ผู้นินทาย่อมได้รับผลไม่ดีแห่งกรรมไม่ดีของเขาอย่างแน่นอนดังนั้นแม้เมื่อถูกนินทาแล้ว ก็ให้คิดว่าผู้นินทาเราได้รับการตอบแทนแล้ว คือได้รับผลของกรรมไม่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ปรากฏช้าหรือเร็วเท่านั้น

ผลของกรรมไม่ดีนั้นแหละได้ตอบแทนเขาผู้นินทาแล้ว เราไม่มีความจำเป็นต้องตอบแทนแต่อย่างใดความเชื่อในเรื่องกรรมและผลของกรรมมีคุณอย่างที่สุด

ผู้ใดทำกรรมไว้จักได้รับผลของกรรมนั้น ความเชื่อเช่นนี้จักทำให้ไม่คิดร้ายตอบผู้คิดร้าย เป็นการระงับเวรภัยไม่ให้เกิดแก่ตน เป็นการป้องกันตนมิให้ทำกรรมไม่ดี ทั้งทางกายวาจาและใจ โดยมุ่งให้เป็นการแก้แค้นตอบแทน ผลจักเป็นความสงบสุขแก่ตนและแก่ผู้อื่นด้วย

พระบรมสารีริกธาตุ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ




"พระบรมสารีริกธาตุ" เป็น "ธาตุวิเศษ" เป็นปูชนียวัตถุพิเศษสุด ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ มีอานุภาพเป็นที่อัศจรรย์ ด้วยบังเกิดมาแต่ พระพุทธสรีระของพระพุทธองค์โดยตรง"พระบรมสารีริกธาตุ" จึงนับเป็นมงคลวัตถุอันสูงสุด ที่มนุษย์ เทวดา พรหม กราบสักการะบูชาด้วยความเคารพอย่างสูงสุดพระบรมสารีริกธาตุ ถ้ามีแล้วไม่ควรเปิดดูบ่อย บางครั้งท่านเสด็จไปที่อื่นบางครั้งท่านก็มาเยอะ ไม่แน่หรอก
ตามตำนานโบราณ ได้กล่าวว่ามีพระบรมสารีริกธาตุที่สำคัญ ๗ พระองค์ที่ได้อัญเชิญไปสักการะบูชาใน ๓ โลกได้แก่


๑. แดนพรหมโลก อัญเชิญ "พระธาตุรากขวัญ เบื้องขวา" ไปสักการะบูชา


๒. แดนเทวโลก ท้าวสักกะเทวราช อัญเชิญ "พระเขี้ยวแก้ว เบื้องขวาบน" ไปสักการะบูชา ณ พระจุฬามณีเจดีย์สถาน


๓. แดนนาคพิภพ จัดอยู่ในแดนเทวโลก อัญเชิญ "พระเขี้ยวแก้วซ้ายล่าง" ไปสักการะบูชา ประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ในนาคพิภพ


๔. แดนมนุษย์โลก มีพระบรมสารีริกธาตุองค์สำคัญ สักการะบูชาหลายประเทศหลายสถานที่ สำหรับประเทศไทย "พระรากขวัญ เบื้องซ้าย" และพระบรมสารีริกธาตุส่วนอื่นๆ หลังจากพุทธปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระพร้อมพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ อัญเชิญเหาะมาทางอากาศ นำมามอบแด่พระเจ้าอุชุตราช ตามที่พระพุทธองค์ทรงมีพระบัญชาไว้ก่อนปรินิพพาน พระเจ้าอชุตราช ได้ทำการสักการะบูชาอย่างยิ่งใหญ่ สร้างเจดีย์ทองคำและอัญเชิญประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์บนยอดเขาต่อมาพระราชโอรสของพระเจ้าอชุตราช คือพระเจ้ามังรายมหาราช ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพระอรหันต์ ก็สร้างพระมหาเจดีย์ติดกับของพระราชบิดา มีการบูชากันอย่างยิ่งใหญ่ ส่วนหนึ่งที่เป็นสัญญลักษณ์ และเป็นชื่อดอยมาจนถึงปัจจุบัน คือการบูชาด้วยธงที่ใหญ่และยาวมาก จนได้ชื่อว่า "พระบรมธาตุดอยตุง"


พระบรมสารีริกธาตุที่สำคัญ ที่เหลืออีก ๓ พระองค์ได้แก่ "พระอุณหิส" ประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์เมืองโยนกบุรี และทรงมีพุทธทำนายว่าดินแดนแห่งนี้(ประเทศไทย) จะสืบทอดพระพุทธศาสนาครบ ๕๐๐๐ ปี เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก


อีกพระองค์คือ "พระเขี้ยวแก้ว ขวาล่าง" ประดิษฐาน ณ เกาะลังกา


"พระเขี้ยวแก้ว ซ้ายบน" ประดิษฐาน ณ เมืองคันธาระต่อมามีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ประเทศจีน สำหรับท่านได้ได้พระบรมสารีริกธาตุไปสักการะบูชา ควรจะรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์มีความเคารพในพระรัตนตรัยด้วยความจริงใจ นึกไว้เสมอว่าชีวิตมีความตายเป็นที่สุดเราอาจจะตายเมื่อไรก็ได้ จะได้ไม่ประมาทในชีวิต รีบเร่งทำแต่ความดี ท่านจะมีแต่ความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมพระคาถาบูชาพระบรมสารีริกธาตุตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวดบทบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ต่อจากนั้นสวดบท พระพุทธะชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ) จบแล้วสวดพระคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า ๙ จบหรือเท่าอายุก็ได้ ตามกำลังศรัทธา"อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธนาเมอิ อิเมนาพุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ"


คำนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ


ท่านที่มีจิตศรัทธานำไปสวดบูชาพระบรมสารีริกธาตุเป็นประจำก็จะเป็นสิริมงคล ต่อท่านและครอบครัวครับ* อิติปิโสภะคะว่า ลูกขอกราบบูชา คุณพระรัตนตรัยยกกรวันทา นอบน้อมบูชา ด้วยกาย วาจา ใจมือลูกทั้งสิบนิ้ว ยกเหนือหว่างคิ้ว ต่างธูปเทียนทองวงพักตร์โสภา ต่างมาลากรอง ดวงเนตรทั้งสอง ต่างประทีปถวายผมเผ้าเกล้าเกศ ต่างปทุมเมศ บัวทองพรรณรายเบ็ญจางคประดิษฐ์ กราบด้วยดวงจิต นอบน้อมบูชา* พระบรมธาตุ พระโลกนาถ อรหันตสัมมาทั้งสามขนาด โอภาสโสภา ทั้งหมดคณนาสิบหกทะนาน* พระธาตุขนาดใหญ่ สีทองอุไร ทรงพรรณสัณฐานเท่าเมล็ดถั่วหัก ตักตวงประมาณ ได้ห้าทะนาน ทองคำพอดี* พระธาตุขนาดกลาง ทรงสีสรรพางค์ แก้วผลึกมณีเท่าเมล็ดข้าวสารหัก ประจักษ์รัศมี ประมาณมวลมี อยุ่ห้าทะนาน* ขนาดน้อยพระธาตุ เท่าเมล็ดผักกาด โอภาสสัณฐานสีดอกพิกุล มนูญญะการ มีอยู่ประมาณหกทะนานพอดี* พระธาตุน้อยใหญ่ สถิตอยู่ในองค์พระเจดีย์ ทั่วโลกธาตุ โอภาสรัสมี ลูกขออัญชลี เคารพบูชา* พระธาตุพิเศษ เจ็ดองค์ทรงเดช ทรงคุณเหลือคณาอินทร์ พรหม ยม ยักษ์ เทพพิทักษ์รักษาลูกขอบูชา วันทาเป็นอาจิณ* หนึ่งพระรากขวัญ เบื้องขวาสำคัญ อยู่ชั้นพรหมมินทร์มวลพรหมโสฬส ประณตนิจสิน บูชาเป็นอาจินต์ พร้อมด้วยกายใจ* สองพระรากขวัญ เบื้องซ้ายสำคัญ นั้นอยู่เมืองไทยพระมหากัสสปะ พร้อมพระเถระ ห้าร้อยพระองค์อัญเชิญเหาะมา ตามพุทธประสงค์ นำมอบแด่องค์อชุตราชราชาทรงฉลองสมโภช บรรจุด้วยโกศทองคำบูชา สร้างเจดีย์ถวาย พระบรมศาดา เรียกขานกันต่อมาว่า พระธาตุดอยตุง* สามพระอุณหิส สถิตร่วมใน เจดีย์อุไร เมืองโยนกบุรีทรงพุทธทำนาย ถิ่นไทยแดนนี้ รุ่งเรืองเจริญดี มีความสมบูรณ์สืบทอดศาสนา ขององค์พระศาสดา ครบห้าพันปี* สี่พระเขี้ยวแก้ว ขวาบนพราวแพรว โอภาสรัศมีอยู่ดาวดึงส์สวรรค์ มหันตเจดีย์ พระจุฬามณี ทวยเทพบูชา* ห้าพระเขี้ยวแก้ว ขวาล่างพราวเพรว โอภาสไพศาลสถิตย์เกาะแก้ว ลังกาโอฬาร เป็นที่สักการของประชากร* หกพระเขี้ยวแก้ว ซ้ายบนพราวเพรว เพริดพริ้งบวรสถิตย์คันธาระ วลัยนคร ชุมชนนิกร นอบน้อมบูชา* เจ็ดพระเขี้ยวแก้ว ซ้ายล่างพราวเพรว รัศมีโอฬารสถิตพิภพ เมืองนาคบาดาล ทุกเวลากาล นาคน้อมบูชา* พระธาตุสรรเพชร เจ็ดองค์พิเศษ นิเทศพรรณาทรงคุณสูงสุด มนุษย์เทวดา พากันบูชา เคารพนิรันดร์* ด้วยเดชบูชา พระธาตุพระสัมมา สัมพุทธภควันต์ขอให้สิ้นทุกข์ เป็นสุขนิรันดร์ สู่แดนพระนิพพาน ในชาตินี้ เทอญ.* อหังวันทามิ ธาตุโย อหังวันทามิ สัพพะโส นิพพานะปัจจโย โหตุ *

หลวงปู่สุภา กันตสีโล พบพระอรหันต์ที่ถ้ำจุงจิง


คืนหนึ่ง ขณะที่ท่านจำวัดอยู่ที่ที่ท่านได้ทำการก่อสร้างสะพาน ท่านก็ได้เกิดนิมิตประหลาด ท่านนิมิตไปว่า มีชีปะขาว หน้าตามีบุญ มีแสงสว่างออกจากตัว คล้ายมีแสงไฟกระจายอยู่ด้านหลัง ชีปะขาวมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าท่าน แล้วกล่าวกับท่านว่า“เมื่อสะพานเสร็จแล้ว ท่านพึงจะละทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่งก่อน ออกธุดงค์ไปยังโคราชก่อน แล้วตัดทางออกไปอุบลราชธานี อย่าพึงรีบร้อนและลังเล เมื่อพักผ่อนอิริยาบถพอสมควรแล้ว ท่านก็ข้ามไปฝั่งลาวเลย....”เส้นทางที่ชีปะขาวบอก คือข้ามจากอุบลราชธานีทางช่องเม็ก สู่แขวงจำปาศักดิ์ ประเทศลาว เดินตามเส้นทางป่าที่เชื่อมจำปาศักดิ์กับเมืองปากเซ ด้วยเป็นเส้นทางที่วิเวกและสามารถหลีกพ้นการรบกวนของผู้คนที่อาจจะทำให้หลวงปู่ต้องพักช่วยชาวบ้านเป็นระยะ ๆ หมดโอกาสจะไปยังสถานที่ที่ต้องการจะไปได้ หลวงปู่สุภาเดินทางพร้อมเครื่องบริขารธุดงค์ ตรงไปยังปากเซ สอบถามเส้นทางไปยังเมืองเซโปน ซึ่งได้ใช้เส้นทางป่าเหมือนที่มาจากนครจำปาศักดิ์ ผจญความยากลำบากและเภทภัยต่าง ๆ ตลอดเส้นทางเพราะตอนนั้น ป่าแถบนั้นชุกชุมไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บและภูตผีปีศาจ จากเซโปน สอบถามเส้นทางไปยังเมืองวัง เส้นทางช่วงนี้วิบากยิ่ง แต่หลวงปู่สุภาก็ไม่ย่อท้อ เพราะมีชีปะขาวมานิมิตของเหตุอยู่เสมอตลอดทางชีปะขาวมาปรากฏในนิมิตอยู่เสมอว่า ถ้ำจุงจิง คือสถานที่ที่ท่านจะต้องเดินทางไปให้ถึง ไปให้ตลอด ที่นั่นคือจุดหมายปลายทาง หลวงปู่สุภาจึงมีพลังใจและรุดหน้าเดินทางไปยังเมืองวัง และเดินทางต่อไปยังเมืองอ่างคำ อันป่าแถบนั้นยากที่จะมีผู้ใดบุกเข้าไปได้ ชาวบ้านบอกชัดเจนว่า พระธุดงค์หลายต่อหลายรูป ถามหาทางแล้วไม่เคยกลับออกมาอีกเลย และหลายคนห้ามหลวงปู่สุภาด้วยคำชาวบ้านง่าย ๆ ว่า“อย่าเอาร่างกายไปเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายและไข้ป่า ตลอดจนภูตผีปีศาจเลย แม้พรานที่ว่าแก่วิชา ก็ยังต้องตามไปเอาศพกลับมาเผาเพื่อส่งวิญญาณ เมื่อไปพบสภาพศพดูทุเรศเป็นที่สุด”จากเมืองวังไปยังเมืองอ่างคำ หลวงปู่สุภาต้องผจญกับอาถรรพ์ต่าง ๆ นานาประการ หากแต่ได้วิชาที่เล่าเรียนมาแต่ต้น หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และธุดงควัตรอันบริสุทธิ์ของท่าน แก้ไขสถานการณ์จนรอดออกมาจากป่า บรรลุถึงเมืองอัตปือแสนปาง ที่นั่นหลวงปู่สุภามิอาจหาเส้นทางที่เข้าไปยังจุดที่จะถึงถ้ำจุงจิงได้ ที่สุดชีปะขาวต้องมานิมิตบอกท่านว่า มีคนพวกเดียวเท่านั้นที่จะพาหลวงปู่สุภาไปได้คือ “พวกข่า” พวก “ข่า” เป็นพวกพรานป่าที่ชำนาญไพร และชำนาญด้านเส้นทางที่จะไปยังถ้ำจุงจิง หลวงปู่สุภาเดินทางมาจนถึงบ้านหนองไก่โห่ อันเป็นชุมชนของชาวข่าที่น้อยคนนักจะมาถึงได้ พวกข่าพบหลวงปู่สุภาแล้วรู้สึกแปลกใจ ถามว่ารอดชีวิตจากป่าดงดิบ ดงดิบดำได้อย่างไร หลวงปู่สุภาจึงบอกวัตถุประสงค์ที่จะไปถ้ำจุงจิงแก่ชาวข่า เมื่อได้ยินดังนั้น ชาวข่าก็บอกกับท่านว่า“ถ้ำแห่งนั้นเป็นถ้ำอาถรรพ์ ไม่มีใครอยู่ได้ แม้แต่เฉียดเข้าไป ก็ถูกอาถรรพ์เล่นงานเอาจนตาย หรือเฉียดตาย แต่หากว่าท่านจะไป ก็จะนำทางให้ จะนำทางเพียงขึ้นไปที่ปากถ้ำเท่านั้น หลัวจากนั้น ให้หลวงปู่ให้ค่าจ้างเขาด้วยหน่อทองคำ”หลวงปู่สุภาจึงบอกกับพวกข่า “เราเป็นพระธุดงค์ ไม่มีทองคำหรือหน่อไม้ทองแต่ประการใดที่จะให้เป็นค่าแรง บอกทางด้วยปากเปล่าก็ได้ จะเดินไปเอง”พวกข่าจึงบอกกับหลวงปู่สุภาว่า“สะพานที่ทอดข้ามจากหนองไก่โห่ ไปยังเส้นทางเขาจุงจิง มีต้นไม้สีทองอุไรขึ้นอยู่มากมาย หากมีวิชาอาคมเด็ดยอดให้ขาดลงมา ทันทีที่ขาดใส่มือ ก็จะกลายสภาพเป็นหน่อทองคำทันที ขอหน่อนั้นให้พวกกระผม จะได้รอจนท่านกลับมา”หลวงปู่สุภาจึงรับปาก เขาจุงจิงนั้นเป็นเขตแดนติดต่อกันระหว่าพระราชอาณาจักรลาวกับดินแดนของเวียดนาม หลวงปู่สุภาจึงข้ามสะพานไปอีกฟากหนึ่งจึงพบต้นไม้ที่ชาวข่าบอกให้ฟัง ความจริงนั้นหลวงปู่สุภาเล่าว่า“ไม่ใช่ต้นไม้ต้นไร่อะไรหรอก เป็นหน่องอกจากดิน สูงคืบหนึ่งบ้าง หนึ่งศอกบ้าง สองศอกบ้าง มีสีเหลืองเหมือนทอง เวลาต้องแสงแดดก็จะเปล่งประกายงดงามจับตายิ่งนัก พวกข่าต้องการมากทีเดียว”เมื่อเดินผ่านเข้าไป ท่านได้ระลึกอยู่ ๒ อย่าง คือ-ประการแรก ได้รับปากกับชาวข่าไว้แล้วเรื่องให้หน่อไม้ทองเป็นรางวัล-ประการที่สอง การจะหักหน่อทองคำเป็นอาบัติ ธุดงควัตรจะขาด และจะเกิดอันตราย จะต้องรักษาสองอย่างนี้ไว้ในเวลาเดียวกันหลวงปู่เล่าว่า“เพ่งมองดูด้วยจิตอันเป็นอุเบกขา ไม่มีความโลภอยากได้ เมื่อจิตเป็นเอกคตาแล้ว จึงนึกอธิษฐานจิตอย่างแน่วแน่ว่า ขอเทพยดาอารักษ์ที่รักษาสถานที่นี้อยู่ ด้วยอาตมาเดินทางมาด้วยนิมิตจิต ต้องการเพียงเล่าเรียนศึกษาแสวงหาทางนิพพาน แต่ได้รับปากชาวบ้านว่าจะให้หน่อไม้ทอง หากมิมีของให้พวกเขา ธุดงควัตรของอาตมาก็จะบกพร่องและเกิดอันตราย ขอเทพยดาได้เมตตาให้หน่อทองแก่อาตมาด้วยเถิด”ทันใดนั้นก็มีเสียงซู่ซ่า ต้นไม้ทองคำก็สั่นไหวไปมา และหลายต้นโน้มยอดเข้ามาทางที่ท่านเดินไปและหักกระเด็นออกมาเรี่ยรายอยู่กับพื้นเป็นจำนวนมาก โดยที่ท่านไม่ต้องออกแรงเด็ดหรือทำการอย่างใดให้ต้องอาบัติ และเมื่อยอดตกหักถึงพื้น ก็กลายเป็นหน่อทองคำจริง ๆ เหมือนที่พวกข่าเล่าให้ฟัง เมื่อเห็นว่าได้หน่อทองคำพอสมควรแล้ว หลวงปู่สุภาจึงบอกกับชาวข่าว่า บัดนี้เราได้หน่อทองแล้ว ขอให้พากันไปเก็บ แต่ต้องนำท่านไปส่งที่ถ้ำจุงจิงก่อน หาไม่แล้ว อาจไม่ได้ทอง เพราะเป็นจิตอธิษฐานของท่านเอง พวกข่าจึงตามท่านไปเก็บหน่อทอง และจึงช่วยกันนำหลวงปู่สุภาไปส่งยังถ้ำจุงจิง และลากลับไปหมู่บ้านของเขา หลวงปู่สุภาปักกลดอยู่ทางขึ้นถ้ำ ชีปะขาวก็มานิมิตอีก คราวนี้มาบอกชัดเจนเลยว่า“บนถ้ำจุงจิง มีพระอรหันต์หลายรูป แต่ละรูปเจริญอิทธิบาท ๔ ประการ ดำรงสังขารมานับเป็นพันปี และจะดำรงต่อไปจนกว่าจะพบพระศรีอาริยเมตตรัยมาตรัสรู้ และเมื่อได้รับฟังพระธรรมจากท่านพระศรีอาริยเมตตรัยแล้วจึงจะละสังขารไป ท่านจะได้พบด้วยตัวของท่านเองนั่นแหละ”หลวงปู่สุภาได้ขึ้นไปจำวัดอยู่บนถ้ำจุงจิงเป็นคืนแรก การขึ้นสู่ถ้ำจุงจิงนั้นยากลำบาก ต้องป่ายปีนไปตามซอกหิน จนได้ขึ้นไปสู่ปากถ้ำ ซึ่งมีแต่หมอกควันปกคลุมอยู่ แสงสว่างจากภายในไม่มี จากภายนอกก็เข้าไปไม่ได้ ต้องอาศัยเทียนนำทาง เมื่อเข้าไปแล้ว เหมือนตนเองอยู่ในเมืองลับแล คือไม่รู้ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน เข้าวันใหม่ หลวงปู่สุภาจึงออกมานอกถ้ำ ที่หน้าถ้ำ หมอกได้สลายไปหมดแล้ว เห็นภูมิทัศน์ได้ถนัดตา มองขึ้นไปด้านบน จะเห็นมียอดเขาและถ้ำอีกมากมาย แต่ไร้เส้นทางขึ้น เป็นหน้าผาล้วน ๆ ไม่มีก้อนหินและทางขึ้นไปได้ จึงได้แต่คิดว่า เราจะได้พบพระอาจารย์หรือพระอรหันต์ได้อย่างไร พอคิดแวบขึ้นมา มองขึ้นไปข้างบนก็เห็นสีเหลืองคล้ายจีวร เลื่อนลงมาจากปากถ้ำด้านบน รวดเร็วมากจนมองแทบไม่ทัน มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อสีเหลือง ๆ นั้น มายืนอยู่ตรงหน้า เป็นพระภิกษุที่มีผิดพรรณวรรณะผิดกับคนธรรมดาทั่วไป ครองผ้าแปลกไปกว่าที่หลวงปู่สุภาครองอยู่ แต่มีลักษณะคล้ายพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ให้สังเกตได้หลายประการ แล้วพระสงฆ์รูปนั้นก็กล่าวขึ้นว่า“ไม่ต้องแปลกใจหรอก การลงมาเมื่อกี้นี้เป็นเพียงการอธิษฐานจิตเท่านั้นแหละ เอาเป็นว่า มาได้อย่างไร และทำไมจึงต้องมาที่นี่ บอกมาให้ละเอียด”หลวงปู่สุภาเล่าให้ศิษย์ฟังว่า พระอรหันต์จริง ๆ จะไม่กล่าวพาดพิงถึงการสำแดงปาฏิหาริย์หรือปรากฏการณ์มหัศจรรย์ แต่จะพูดเลี่ยงไปมา ด้วยพระอรหันต์นั้น หากแม้แสดงตัวหรืออะไรก็ตามที่ให้บุคคลที่สองรู้ว่าตนเป็นอรหันต์ ต้องปาราชิก ฐานอวดอุตริมนุสธรรม แม้จะมีภูมิธรรมก็ตามที หลวงปู่สุภาจึงได้ตอบไปว่า“กระผมมาตามนิมิตที่ได้จากชีปะขาว จึงเดินทางมาจนถึงที่นี่ด้วยต้องการจะเล่าเรียนทางด้านวิปัสสนากรรมฐานที่สูงขึ้นกว่าที่ได้เรียนมา หากท่านมีเมตตาแล้ว ก็ช่วยสอนให้กับกระผมด้วยเถิด”พระรูปนั้นจึงกล่าวว่า ไม่ยากหรอก แต่ต้องเริ่มกันที่ การกำจัดสิ่งปฏิกูลออกจากตัวท่านก่อน อย่าลืมว่าท่านฉันภัตตาหารที่มีเนื้อสัตว์ปะปนอยู่ สิ่งเหล่านั้นปะปนอยู่ในตัวท่านมากมาย ต้องนอนลงบนใบตอง ทำจิตให้มั่นคง และต่อไปเราจะสวดเพื่อขัยไล่สิ่งที่เป็นคาวออกจากตัวท่านให้หมด เมื่อน้ำคาวออกหมดแล้วจึงจะสวมจีวรได้อีกครั้ง ระหว่างที่สวด จะต้องสวมแต่สบงเท่านั้น จีวรและอังสะต้องแยกออกไป ชำระล้างตัวแล้วจึงไปเรียนชีปะขาวหรือฤๅษีที่ไปนิมิตบอกท่านนั่นแหละ เรียนกับเขาด้านสมถะและด้านญาณโลกียะ ซึ่งสามารถแสดงฤทธิ์อภิญญา แต่นั่นไม่ใช่ทางหลุดพ้น แต่จะสามารถแสดงฤทธิ์ขึ้นไปข้างบนที่เห็นอยู่ได้ เพื่อพบพวกเรา พวกเราอยู่กันบนนั้น มีอายุวัฒนะด้วยอิทธิบาท ๔ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทางสำแดงว่า จะสามารถดำรงขันธ์อยู่ได้นานตามที่ต้องการ เราจะอยู่จนพระศรีอาริยเมตตรัยลงมาตรัสรู้ และได้ฟังธรรมะจากท่านแล้วจึงจะละสังขารไปสู่นิพพานอันเป็นบรมสุข แต่ เอ๊ะ...“คุณยังมีภาระอยู่นี่ ยังทำอะไรไม่ได้หรอก ต้องกลับไปทำให้สำเร็จก่อนจะมาศึกษาเล่าเรียนได้ มันเป็นห่วงที่คอยขัดขวางการเล่าเรียนของคุณ กลับไปทำให้เรียบร้อยก่อน”หลวงปู่สุภาจึงบอกกับพระภิกษุรูปนั้นว่า สะพานผมสร้างสำเร็จแล้ว ศาลาการเปรียญก็สำเร็จแล้ว ผมยังมีอะไรเป็นห่วงอีก พระภิกษุรูปนั้นจึงบอกว่า“สำเร็จแล้ว แต่คุณยังค้างชาวบ้านเขา ก็คุณบอกว่า จะทำการฉลองไง แล้วคุณไม่กลับไปฉลอง ก็เท่ากับคุณไม่ทำตามปากพูด เป็นมุสาวาท คุณกลับไปทำให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาใหม่ก็แล้วกัน”พอสิ้นคำพูดนั้น ร่างของภิกษุรูปนั้นก็เลื่อนขึ้นสู่เบื้องบนเหมือนตอนที่ลงมาไม่มีผิด ท่านจึงต้องเดินทางย้อนกลับมาทางเดิม มาทำพิธีฉลองสะพานและสิ่งก่อสร้างในวัดเกาะสีคิ้ว ครั้นเตรียมตัวกลับไปใหม่ก็ไม่อาจทำได้ เพราะมีพระมหาสมาน อยู่คณะ ๕ วัดหงส์รัตนาราม นิมนต์ให้ไปช่วยเป็นประธานปฏิสังขรณ์หมู่กุฏิและเสนาสนะในคณะ ๕ กว่าจะเสร็จกินเวลานาน และชีปะขาวก็มิได้มานิมิตอีกเลย เป็นอันว่าท่านไม่ได้กลับไปถ้ำจุงจิงอีกเลย ท่านเล่ามาถึงตอนนี้ก็บอกกับศิษย์ว่าจำไว้เลยว่า ทุกอย่างจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จอยู่ที่วาสนาบารมีแต่ละคน สำหรับท่าน ไม่มีวาสนาบารมีจะได้เล่าเรียนกับพระอาจารย์ที่ถ้ำจุงจิงเป็นแน่ จึงได้กลับไป”

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

“ในหลวง” ตรัสให้ผู้พิพากษาศาล ยธ.เข้มแข็ง ทำหน้าที่สมเป็นผู้รักษากฎบ้านเมือง




“ในหลวง” พระราชทานวโรกาสให้ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ก่อนรับหน้าที่ พร้อมพระราชทานพระบรมราโชวาทให้ยึดมั่นคำสัตย์ฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เสมือนเป็นตุลาการของประเทศ ขอให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายของความดี เป็นหลักประกันความสุขสงบในประเทศ หากทำดี ชาติก็จะไปรอดปลอดภัย ขอให้รักษาคำปฏิญาณดั่งที่เปล่งวาจา เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2553) เวลา 17.53 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ณ ห้องประชุมชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายไพโรจน์ นวานุช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักงานประธานศาลฎีกา นายวรวุฒิ ทวาทศิน เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ความว่า “ศาลฎีกามีความสำคัญมาก เพราะว่า ถ้าปฏิบัติก็เท่ากับเป็นตัวอย่างในการตุลาการของประเทศ สำหรับศาลทุกขั้น ตั้งแต่ศาลท้องที่ จนกระทั่งศาลสูงสุด คือ ศาลฎีกา ฉะนั้น การที่ท่านต้องปฏิญาณตนว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในทางที่ดีที่สุด ก็หมายความให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล่าวคือ การปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่ของท่านในการฐานะผู้พิพากษา ก็ต้องมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่างเข้มแข็งและอันนี้มิใช่เฉพาะในโรงศาล แต่ในทางทั่วไป หมายความว่าทุกเมื่อ เมื่อคนเขาเห็นว่านี่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สำหรับความยุติธรรม ความเป็นบุคคลของประเทศ ที่ถือว่าเป็นผู้รักษาความเรียบร้อยของประเทศ ฉะนั้น ท่านก็ต้องรักษาความเคร่งครัดของมานะนี้ต่อไป ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของศาล แต่ทุกเมื่อ เมื่อคนเขาเห็นว่านี่คือผู้พิพากษาศาลฎีกาของประเทศ แม้จะไม่ได้แต่งเครื่องแบบของศาล คนจะจำได้ว่านี่คือผู้พิพากษาที่ประศาสน์ความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกเหล่า ทุกเมื่อ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเขาจำได้ว่านี่คือผู้พิพากษาที่ต้องรักษาความยุติธรรมของประเทศ เขาก็ พวกที่หวังพึ่งความยุติธรรมของท่านก็จะต้องเห็นความยุติธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของศาล หมายความว่า มีความหวังว่าในประเทศมีความยุติธรรม ในประเทศมีผู้ที่รักษาความยุติธรรม ฉะนั้นท่านจะต้องรักษาความยุติธรรมนี้ทุกเมื่อ ในหน้าที่และนอกหน้าที่ จนกระทั่งชีวิตจะหาไม่ เพราะว่าคนเขานับถือศาลซึ่งเป็นของที่ดีของประเทศที่เมืองไทยมีศาล แล้วคนหวังในความยุติธรรม ถ้าเขารู้ว่ามีความยุติธรรมในประเทศ จะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่เขาก็จะต้องรู้ว่ามีความหวังกัน หวังประเทศว่ามีความยุติธรรม ฉะนั้น ท่านต้องเป็นผู้รักษาความยุติธรรม ธรรมะที่เป็นของดีทุกเมื่อ ประเทศชาติก็จะมีความหวังที่จะมีความเรียบร้อย แม้แต่โจรผู้ร้ายก็หวังความยุติธรรม ผู้ที่มีจิตใจที่ไม่ทำอะไรที่เรียบร้อย ที่ดี เขาจะทำดีขึ้น ดีกว่าที่จะไม่มีเครื่องหมายของความยุติธรรม ท่านทั้งหลายมีความสำคัญมาก เพราะว่าแต่ละคนเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม เป็นเครื่องหมายของความดี เป็นความหมายของความเรียบร้อยของประเทศชาติ ไม่น่าจะเชื่อได้ว่าแต่ละคนมีความสำคัญ แต่ละคนที่เป็นผู้พิพากษามีความสำคัญมากสำหรับความเรียบร้อย ความหวังของประเทศ ความหวังของคนทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นคนดีบ้างคนไม่ดีบ้าง คือคนไม่ดีก็มี แต่ยังไงเขาก็เวลาเห็นผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ แม้จะไม่ใช่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เขามีความหวังทำให้คนเป็นคนดีมากขึ้น ถ้าประเทศชาติมีคนดี ประเทศก็หวังได้ว่ามีความสงบ มีความสุขในประเทศได้ ฉะนั้นท่านเป็นประกันของความสงบ ความสุข ความเรียบร้อยของประเทศ เท่ากับเป็นผู้ที่รักษาความยุติธรรม และเมื่อรักษาความยุติธรรมไว้ก็เป็นคนที่รักษาความสงบสุขของประเทศ ฉะนั้นต้องขอให้สำนึกว่าแต่ละคนมีความสำคัญมากต่อประเทศชาติ ต่อส่วนรวม เพราะว่าเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม ท่านก็ทบทวนแล้ว ท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย และปฏิบัติกฎหมายสูงสุด ทุกคนมีความหวังในผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติความยุติธรรม เมื่อท่านนั่งบัลลังก์ของศาลฎีกาหรือมีชื่อในสารระบบว่าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ตราบใดที่ท่านเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม ก็เชื่อว่าช่วยให้ประเทศชาติมีความเรียบร้อย มีความสงบสุขได้ ก็หมายความว่าคนก็จะอยู่มีความสงบ มีความยุติธรรมอยู่ในตัวไม่ใช่ว่าท่านเป็นคนคนหนึ่งเท่านั้นเอง ท่านเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรมในประเทศทำให้ประเทศชาติไปรอดได้ดี ก็หมายความว่าท่านเป็นเครื่องหมาย ด้วยการปฏิบัติของท่าน ถ้าท่านทำดีเราเชื่อว่าท่านต้องรู้ว่าต้องทำดี ถ้าท่านทำดีแล้ว เป็นคนคนหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไปรอด ทุกคนก็อยากให้ประเทศชาติไปรอด ก็อย่างที่ว่า แม้โจรผู้ร้ายเขาก็รู้สึกว่า แต่ละคนอาจจะไม่รู้จะทำยังไง แต่เขาก็ต้องการความสงบสุข ถ้าท่านทำให้คนทั่วประเทศมีความหวังในความสงบ ความสุข ความยุติธรรม ประเทศชาติก็ไปได้ดี แต่ละท่านก็มีความหวัง ความแน่นอนว่ามีความพอใจที่ได้ปฏิบัติเพื่อช่วยส่วนรวม ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติความดีของผู้พิพากษาศาลฎีกา อันมีเกียรติอย่างยิ่งสำหรับประเทศ ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตลอดต่อไป ตลอดชีวิต แม้จะ เมื่อไหร่ที่ท่านจะหมดหน้าที่ ก็หมายความว่า ท่านอาจจะถึงเวลาท่านหมดหน้าที่ท่านก็ยังคงรักษาความดีนี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น ฉะนั้นถ้าท่านรักษาความดีของผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านมีเกียรติ ท่านทำหน้าที่อย่างเหนียวแน่นจริงๆ ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายตลอด เพื่อที่สามารถปฏิบัติงานผู้พิพากษาศาลฎีกาด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความเหนียวแน่นที่สุด ไม่มีท้อใจ เหนียวแน่นจริงๆ จนกระทั่งหมดแรง ถ้าท่านทำได้ดีอย่างนี้ท่านก็มีเกียรติมาก ท่านก็จะเป็นผู้ที่ช่วยประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ที่จะมีได้ แล้วท่านเองจะได้รับผลประโยชน์ของความตัดสินใจเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาของประเทศ ใช้วิชาเต็มที่เพื่อความเรียบร้อยของประเทศชาติในทุกทาง ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะรักษาความดีของผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งกฎหมาย ทั้งความยุติธรรม ตลอดชีวิต รักษาความดีของผู้พิพากษาอย่างเหนียวแน่น ท่านก็จะได้ทำตามที่ท่านปฏิญาณ ถ้าทำได้ท่านก็เป็นคนที่มีคุณภาพสมที่ได้ปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่สำคัญนี้ให้ตลอดไป ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกาย กำลังปัญญา อดทนเพื่อจะปฏิบัติงานของผู้พิพากษาศาลฎีกาตลอดชีวิต ท่านก็จะได้เป็นคนที่มีคุณภาพ ท่านจะเป็นคนที่ได้ทำตามที่ได้ปฏิญาณตน ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเหนียวแน่น เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ยึดประโยชน์ต่อส่วนรวมนี้ ให้ทำทุกอย่างที่มีอยู่ในใจ เมื่อเปร่งคำปฏิญาณ ไม่ทราบว่าในใจของท่าน มีอะไรอยู่ในใจเมื่อเปร่ง แต่ว่า ก็หวังว่า เป็นความดี ความ... เรียกว่า ความตั้งใจที่จะให้ส่วนรวม อันเรียกว่าประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุข มีความเหนียวแน่น มีความเข้มแข็งเต็มที่ ถ้าทำได้แล้ว ท่านได้ช่วยคนจำนวนมาก ให้มีความหวังในชีวิต และถ้าทำได้ ท่านมีบุญที่ได้มีโอกาสได้ช่วยคนจำนวนมากให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยครบถ้วน ชั่วกาลนาน จนกระทั่งชีวิตจะหาไม่ เพราะฉะนั้น ที่ท่านมาปฏิญาณตนไม่ใช่สิ่งที่กลวงๆ เป็นสิ่งที่สำคัญของประเทศชาติ แต่ละคนคือหน่วยของประเทศ แต่นั่นได้ช่วยคนเป็นจำนวนหลายสิบล้าน ฉะนั้นก็ขอให้ท่านรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการปฏิญาณเป็นผู้พิพากษาของศาลฎีกา ขอให้ท่านได้มีความสำเร็จในงานการนี้ โดยเหนียวแน่นจนกระทั่งชีวิตจะหาไม่ ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการ ที่ได้ตั้งใจไว้ ที่จะทำดีกับส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะทำ ก็ขอให้ท่านสำเร็จตามที่ได้เปร่งวาจา ก็ขอให้มีความสำเร็จและมีความสุขในงานการ ให้มีความสุขที่จะช่วยคนส่วนมากอยู่เย็นเป็นสุขได้ ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ”