วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

“ในหลวง” ตรัสให้ผู้พิพากษาศาล ยธ.เข้มแข็ง ทำหน้าที่สมเป็นผู้รักษากฎบ้านเมือง




“ในหลวง” พระราชทานวโรกาสให้ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ถวายสัตย์ปฏิญาณฯ ก่อนรับหน้าที่ พร้อมพระราชทานพระบรมราโชวาทให้ยึดมั่นคำสัตย์ฯ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เสมือนเป็นตุลาการของประเทศ ขอให้ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายของความดี เป็นหลักประกันความสุขสงบในประเทศ หากทำดี ชาติก็จะไปรอดปลอดภัย ขอให้รักษาคำปฏิญาณดั่งที่เปล่งวาจา เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม วันนี้ (1 กุมภาพันธ์ 2553) เวลา 17.53 นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ณ ห้องประชุมชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นายไพโรจน์ นวานุช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักงานประธานศาลฎีกา นายวรวุฒิ ทวาทศิน เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราโชวาทเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ ความว่า “ศาลฎีกามีความสำคัญมาก เพราะว่า ถ้าปฏิบัติก็เท่ากับเป็นตัวอย่างในการตุลาการของประเทศ สำหรับศาลทุกขั้น ตั้งแต่ศาลท้องที่ จนกระทั่งศาลสูงสุด คือ ศาลฎีกา ฉะนั้น การที่ท่านต้องปฏิญาณตนว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในทางที่ดีที่สุด ก็หมายความให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง กล่าวคือ การปฏิบัติถูกต้องตามหน้าที่ของท่านในการฐานะผู้พิพากษา ก็ต้องมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อย่างเข้มแข็งและอันนี้มิใช่เฉพาะในโรงศาล แต่ในทางทั่วไป หมายความว่าทุกเมื่อ เมื่อคนเขาเห็นว่านี่เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สำหรับความยุติธรรม ความเป็นบุคคลของประเทศ ที่ถือว่าเป็นผู้รักษาความเรียบร้อยของประเทศ ฉะนั้น ท่านก็ต้องรักษาความเคร่งครัดของมานะนี้ต่อไป ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของศาล แต่ทุกเมื่อ เมื่อคนเขาเห็นว่านี่คือผู้พิพากษาศาลฎีกาของประเทศ แม้จะไม่ได้แต่งเครื่องแบบของศาล คนจะจำได้ว่านี่คือผู้พิพากษาที่ประศาสน์ความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกเหล่า ทุกเมื่อ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเขาจำได้ว่านี่คือผู้พิพากษาที่ต้องรักษาความยุติธรรมของประเทศ เขาก็ พวกที่หวังพึ่งความยุติธรรมของท่านก็จะต้องเห็นความยุติธรรม ความศักดิ์สิทธิ์ของศาล หมายความว่า มีความหวังว่าในประเทศมีความยุติธรรม ในประเทศมีผู้ที่รักษาความยุติธรรม ฉะนั้นท่านจะต้องรักษาความยุติธรรมนี้ทุกเมื่อ ในหน้าที่และนอกหน้าที่ จนกระทั่งชีวิตจะหาไม่ เพราะว่าคนเขานับถือศาลซึ่งเป็นของที่ดีของประเทศที่เมืองไทยมีศาล แล้วคนหวังในความยุติธรรม ถ้าเขารู้ว่ามีความยุติธรรมในประเทศ จะเป็นคนดีหรือคนไม่ดี แต่เขาก็จะต้องรู้ว่ามีความหวังกัน หวังประเทศว่ามีความยุติธรรม ฉะนั้น ท่านต้องเป็นผู้รักษาความยุติธรรม ธรรมะที่เป็นของดีทุกเมื่อ ประเทศชาติก็จะมีความหวังที่จะมีความเรียบร้อย แม้แต่โจรผู้ร้ายก็หวังความยุติธรรม ผู้ที่มีจิตใจที่ไม่ทำอะไรที่เรียบร้อย ที่ดี เขาจะทำดีขึ้น ดีกว่าที่จะไม่มีเครื่องหมายของความยุติธรรม ท่านทั้งหลายมีความสำคัญมาก เพราะว่าแต่ละคนเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม เป็นเครื่องหมายของความดี เป็นความหมายของความเรียบร้อยของประเทศชาติ ไม่น่าจะเชื่อได้ว่าแต่ละคนมีความสำคัญ แต่ละคนที่เป็นผู้พิพากษามีความสำคัญมากสำหรับความเรียบร้อย ความหวังของประเทศ ความหวังของคนทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นคนดีบ้างคนไม่ดีบ้าง คือคนไม่ดีก็มี แต่ยังไงเขาก็เวลาเห็นผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ แม้จะไม่ใช่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เขามีความหวังทำให้คนเป็นคนดีมากขึ้น ถ้าประเทศชาติมีคนดี ประเทศก็หวังได้ว่ามีความสงบ มีความสุขในประเทศได้ ฉะนั้นท่านเป็นประกันของความสงบ ความสุข ความเรียบร้อยของประเทศ เท่ากับเป็นผู้ที่รักษาความยุติธรรม และเมื่อรักษาความยุติธรรมไว้ก็เป็นคนที่รักษาความสงบสุขของประเทศ ฉะนั้นต้องขอให้สำนึกว่าแต่ละคนมีความสำคัญมากต่อประเทศชาติ ต่อส่วนรวม เพราะว่าเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม ท่านก็ทบทวนแล้ว ท่านก็เป็นผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย และปฏิบัติกฎหมายสูงสุด ทุกคนมีความหวังในผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติความยุติธรรม เมื่อท่านนั่งบัลลังก์ของศาลฎีกาหรือมีชื่อในสารระบบว่าท่านเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ตราบใดที่ท่านเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรม ก็เชื่อว่าช่วยให้ประเทศชาติมีความเรียบร้อย มีความสงบสุขได้ ก็หมายความว่าคนก็จะอยู่มีความสงบ มีความยุติธรรมอยู่ในตัวไม่ใช่ว่าท่านเป็นคนคนหนึ่งเท่านั้นเอง ท่านเป็นเครื่องหมายของความยุติธรรมในประเทศทำให้ประเทศชาติไปรอดได้ดี ก็หมายความว่าท่านเป็นเครื่องหมาย ด้วยการปฏิบัติของท่าน ถ้าท่านทำดีเราเชื่อว่าท่านต้องรู้ว่าต้องทำดี ถ้าท่านทำดีแล้ว เป็นคนคนหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศไปรอด ทุกคนก็อยากให้ประเทศชาติไปรอด ก็อย่างที่ว่า แม้โจรผู้ร้ายเขาก็รู้สึกว่า แต่ละคนอาจจะไม่รู้จะทำยังไง แต่เขาก็ต้องการความสงบสุข ถ้าท่านทำให้คนทั่วประเทศมีความหวังในความสงบ ความสุข ความยุติธรรม ประเทศชาติก็ไปได้ดี แต่ละท่านก็มีความหวัง ความแน่นอนว่ามีความพอใจที่ได้ปฏิบัติเพื่อช่วยส่วนรวม ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติความดีของผู้พิพากษาศาลฎีกา อันมีเกียรติอย่างยิ่งสำหรับประเทศ ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตลอดต่อไป ตลอดชีวิต แม้จะ เมื่อไหร่ที่ท่านจะหมดหน้าที่ ก็หมายความว่า ท่านอาจจะถึงเวลาท่านหมดหน้าที่ท่านก็ยังคงรักษาความดีนี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น ฉะนั้นถ้าท่านรักษาความดีของผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านมีเกียรติ ท่านทำหน้าที่อย่างเหนียวแน่นจริงๆ ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกายตลอด เพื่อที่สามารถปฏิบัติงานผู้พิพากษาศาลฎีกาด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความเหนียวแน่นที่สุด ไม่มีท้อใจ เหนียวแน่นจริงๆ จนกระทั่งหมดแรง ถ้าท่านทำได้ดีอย่างนี้ท่านก็มีเกียรติมาก ท่านก็จะเป็นผู้ที่ช่วยประเทศให้ผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ ที่จะมีได้ แล้วท่านเองจะได้รับผลประโยชน์ของความตัดสินใจเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาของประเทศ ใช้วิชาเต็มที่เพื่อความเรียบร้อยของประเทศชาติในทุกทาง ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะรักษาความดีของผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งกฎหมาย ทั้งความยุติธรรม ตลอดชีวิต รักษาความดีของผู้พิพากษาอย่างเหนียวแน่น ท่านก็จะได้ทำตามที่ท่านปฏิญาณ ถ้าทำได้ท่านก็เป็นคนที่มีคุณภาพสมที่ได้ปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่สำคัญนี้ให้ตลอดไป ก็ขอให้ท่านมีกำลังใจ กำลังกาย กำลังปัญญา อดทนเพื่อจะปฏิบัติงานของผู้พิพากษาศาลฎีกาตลอดชีวิต ท่านก็จะได้เป็นคนที่มีคุณภาพ ท่านจะเป็นคนที่ได้ทำตามที่ได้ปฏิญาณตน ก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณอย่างเหนียวแน่น เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ยึดประโยชน์ต่อส่วนรวมนี้ ให้ทำทุกอย่างที่มีอยู่ในใจ เมื่อเปร่งคำปฏิญาณ ไม่ทราบว่าในใจของท่าน มีอะไรอยู่ในใจเมื่อเปร่ง แต่ว่า ก็หวังว่า เป็นความดี ความ... เรียกว่า ความตั้งใจที่จะให้ส่วนรวม อันเรียกว่าประเทศชาติอยู่เย็นเป็นสุข มีความเหนียวแน่น มีความเข้มแข็งเต็มที่ ถ้าทำได้แล้ว ท่านได้ช่วยคนจำนวนมาก ให้มีความหวังในชีวิต และถ้าทำได้ ท่านมีบุญที่ได้มีโอกาสได้ช่วยคนจำนวนมากให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยครบถ้วน ชั่วกาลนาน จนกระทั่งชีวิตจะหาไม่ เพราะฉะนั้น ที่ท่านมาปฏิญาณตนไม่ใช่สิ่งที่กลวงๆ เป็นสิ่งที่สำคัญของประเทศชาติ แต่ละคนคือหน่วยของประเทศ แต่นั่นได้ช่วยคนเป็นจำนวนหลายสิบล้าน ฉะนั้นก็ขอให้ท่านรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการปฏิญาณเป็นผู้พิพากษาของศาลฎีกา ขอให้ท่านได้มีความสำเร็จในงานการนี้ โดยเหนียวแน่นจนกระทั่งชีวิตจะหาไม่ ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการ ที่ได้ตั้งใจไว้ ที่จะทำดีกับส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะทำ ก็ขอให้ท่านสำเร็จตามที่ได้เปร่งวาจา ก็ขอให้มีความสำเร็จและมีความสุขในงานการ ให้มีความสุขที่จะช่วยคนส่วนมากอยู่เย็นเป็นสุขได้ ขอให้ท่านประสบความสำเร็จ”

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

ประวัติพระเจ้าตาก ตั้งแต่ประสูติจนถึงมรณภาพฉบับสมบูรณ์

ประวัติพระเจ้าตาก ตั้งแต่ประสูติจนถึงมรณภาพฉบับสมบูรณ์เรื่องที่จะนำเสนอนี้ไม่ใช่จากการนั่งทางในมา ..หลวงพ่อท่าน "เดิน" ไปพบพระ ๓รูป (ในโบสถ์ของวัด) นี่เป็นการสนทนาระหว่างหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน (ขออภัยรอบที่แล้วสะกดชื่อท่านผิด ในหนังสือเรียกท่านว่าพระครู) หลวงปู่เทพโลกอุดร (ในหนังสือเรียกท่านว่าหลวงพ่อในป่า) พระบัวเฮียวและพระภิกษุเจ้าตากรูปแรกใช้กายมนุษย์ ส่วน ๓ รูปหลังใช้รูปของพลังงาน (กายทิพย์)ในการสนทนาซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๒๘แต่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้วนี่เอง (ก.ค. ๒๕๔๙)ขออนุญาตปรับการนำเสนอเป็นรูปแบบคล้าย script บทละคร เพื่อให้ง่ายต่อการพิมพ์และทำการย่นย่อ เก็บใจความสำคัญมา แต่พยายามคงอรรถรสการสนทนาไว้ข้อความแทรกในวงเล็บ เป็นของ pook เอง บางตอนเสริมเพื่อให้อ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นบางตอนเป็นข้อสงสัยของ pook ถ้ามีท่านใดจะคลายสงสัยให้ได้ ก็กราบขอบพระคุณค่ะ)ถ้าท่านใดสนใจรายละเอียดรวมทั้งเรื่องอื่นๆที่น่าสนใจช่วงหลวงพ่อไปจาริกบุญที่อินเดียกรุณาหาอ่านได้จากเล่มเต็มของหนังสือ “ความหลงในสงสาร แต่งโดยสุทัสสา อ่อนค้อม” เวลาสองยามตรงที่โบสถ์วัดป่ามะม่วง (ไม่แน่ใจว่าคือวัดอัมพวันหรือเปล่า?) ประเดี๋ยวหนึ่งมีแสงสว่างไสวไปทั่ววัดพระภิกษุสามองค์เดินเรียงเข้ามาที่ประตูโบสถ์ซึงพระครูจรัญเจ้าอาวาสยืนรออยู่ตรงทางเข้าโบสถ์อาการที่เดินของภิกษุทั้ง 3 รูปผิดแผกไปจากคนธรรมดาคือเลื่อนไหลไปข้างหน้ามากกว่าก้าวขาเดิน แสงสว่างไสวเป็นรัศมีของทวยเทพแต่งองค์ทรงเครื่องงดงาม ต่างมารายล้อม
พระภิกษุเจ้าตาก :ประวัติศาสตร์กรุงธน ผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากไม่มีผู้ใดรู้เรื่องนี้นอกจากเรากับสหายร่วมสาบาน (ร. ๑) (ทรงอนุญาตให้ท่านพระครูใช้ศัพท์สามัญกับพระองค์ ด้วยเหตุผลที่ว่า “...ท่านอย่าลืมว่าขณะนี้เราเป็นใคร ท่านเป็นใครเราทั้งสองมีความเท่าเทียมกันในทางธรรม มีอาจารย์องค์เดียวกันตัดความหลงในสงสารได้เหมือนกันถ้าท่านคิดว่าเราเป็นกษัตริย์และพูดกับเราด้วยคำราชาศัพท์เราก็ต้องพูดคำราชาศัพท์กับท่านด้วยเช่นกัน เพราะในเจ็ดชาติที่ท่านระลึกได้นั้นท่านก็เคยเป็นกษัตริย์มิใช่หรือ.... แล้วทำไมจะมาติดอยู่กับสิ่งสมมติ” )
พระภิกษุเจ้าตาก : เราไม่อยากให้มีการเข้าใจราชวงศ์จักรีผิดๆทุกวันนี้มีคนจีนจำนวนมากที่ยังเชื่อว่าเราถูกสำเร็จโทษโดยสหายร่วมสาบานของเราเป็นผู้บงการ (จริงๆแล้ว)มีการสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จริงเพียงแต่คนที่ถูกสำเร็จโทษเป็นสหายอีกคนหนึ่งซึ่งมีความจงรักภักดีต่อเราถึงขนาดยอมสละชีวิตของตัวเองเพื่อรักษาชีวิตเราไว้บังเอิญว่าเขารูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับเรามาก ทั้งที่มิได้เป็นญาติสืบสาโลหิตกัน พระครูจรัญ : เหตุใดท่านจึงถูกสำเร็จโทษที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าท่านสัญญาวิปลาสก็ต้องไม่จริงเพราะถ้าจริงท่านจะตัดความหลงใน(วัฏ)สงสารไม่ได้ ผู้ขาดสติมิอาจบรรลุธรรมได้
พระภิกษุเจ้าตาก : คนที่เคยทำอะไรอย่างหนึ่งเป็นปกตินิสัยแล้วจู่ๆก็เปลี่ยนไปทำในสิ่งตรงกันข้าม คนเขาก็ต้องคิดว่าคนๆนั้นผิดปกติใช่ไหมเหมือนอย่างเรา เราเคยถือดาบออกรบป้องกันบ้านเมือง กู้อิสรภาพให้กับชาติไทยใครๆก็เห็นเราเป็นนักรบผู้เก่งกาจสามารถ เป็นวีรบุรุษ แล้วอยู่ๆเราก็วางดาบไม่จับดาบอีกเลย เอาแต่เจริญวิปัสสนาถ่ายเดียว คนเขาก็เลยว่าเราบ้า
พระภิกษุเจ้าตาก : เพราะอาจารย์ที่เคารพของพวกเราน่ะสิ (หลวงปู่เทพโลกอุดร) วันหนึ่งเราตั้งค่ายอยู่ที่ในป่าตกดึกมีพระรูปหนึ่งเข้ามาถึงตัวเรา เราก็ถามท่านว่าเข้ามาได้อย่างไรเพราะนั่นย่อมหมายถึงความปลอดภัยของตัวเรา เกิดผู้ที่เข้ามาเป็นข้าศึกเราก็อาจจะถูกฆ่าตาย พระรูปนั้นตอบว่าเดินเข้ามาเราก็ถามอีกว่าทหารยามไม่เห็นท่านหรือ ท่านก็ตอบว่าไม่ทราบเราก็คิดว่าจะต้องลงโทษทหารผู้ทำหน้าที่เป็นเวรยามท่าก็พูดขึ้นมาว่าไม่ต้องคิดแต่จะเพ่งโทษผู้อื่น ขอให้สำรวจตัวเองเพ่งโทษตัวเองดีกว่า เราก็รู้สึกแปลกๆว่าทำไมท่านจึงพูดอย่างนี้อยากจะโกรธแต่ก็ไม่กล้า แล้วท่านก็พูดให้เราสะเทือนใจว่า “มหาบพิตรฆ่าคนมามากมีมือเปื้อนเลือด บาปมาก ตายไปจะต้องตกนรก” หากเป็นคนธรรมดาพูดเช่นนี้เราคงสั่งตัดหัวไปแล้ว แต่นี่เป็นพระพูด เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดเราก็เรียนท่านว่าเราเป็นกษัตริย์ มีหน้าที่ทำสงครามปกป้องแผ่นดิน ท่านก็พูดว่า “บัดนี้มหาบพิตร ก็ได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วการกู้ชาติเป็นหน้าที่ของมหาบพิตร แต่การทำสงครามปกป้องประเทศชาติมหาบพิตรควรยกให้ผู้อื่น มีคนที่เขาสามารถทำหน้าที่แทนมหาบพิตรได้จงอย่าจับดาบอีกเลย อาตมาขอบิณฑบาตดาบจากมหาบพิตร” เราก็ถามท่านว่าเราจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ท่านก็ตอบว่า “เพื่อตัดความหลงใน(วัฏ)สงสาร หากมหาบพิตรครองราชสมบัติต่อไปก็จะไม่สามารถตัดความหลงใน(วัฏ)สงสารได้ซึ่งหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดด้วยอำนาจกิเลส กรรม และวิบากหากมหาบพิตรไม่ตัดความหลงในสงสารก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดวกวนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้นอาตมารู้ว่ามหาบพิตรสามารถตัดความหลงในสงสารได้ จึงมาหา”
หลวงปู่เทพโลกอุดร : เราได้ให้กรรมฐาน (ทำอย่างไร?? สอนวิธีปฏิบัติหรืออย่างไร) แก่พระยาตากเมื่อรับกรรมฐานจากเราแล้ว เขาก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่ยอมจับดาบอีกไม่ยอมออกศึกสงคราม เอาแต่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานคนที่ไม่เข้าใจก็เลยพากันคิดว่าเขาบ้า
พระครูจรัญ :เพราะอะไรประวัติศาสตร์ในกรุงธนบุรีจึงถูกบันทึกให้ผิดไปจากความเป็นจริงมากอย่างนั้นขอรับ พระภิกษุเจ้าตาก : เพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติน่ะสิรู้ไหมว่าเราเป็นกษัตริย์ที่อาภัพที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตอนเราขึ้นครองราชย์เงินในท้องพระคลังไม่มีเลย เราต้องเป็นหนี้ชาวจีนถึงหกหมื่นตำลึงซึ่งถ้าคิดเป็นเงินสมัยนี้ (๒๕๒๘) ก็เท่ากับ ๒๔๐,๐๐๐ บาทสมัยก่อนเงินหมื่นตำลึงมีค่ามาก ถ้าเขาจะให้เราผ่อนใช้ เราก็พอจะหามาผ่อนให้ได้แต่นี่เขาคิดจะยึดประเทศเราไปเป็นของเขา เขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้เรากับสหายร่วมสาบานก็เลยต้องช่วยกันคิดว่าจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างไรแล้วเราก็คิดออกว่า การผลัดแผ่นดินเป็นการล้างหนี้ที่ดีที่สุดท่านอย่าคิดว่าเราตั้งใจจะโกง แต่ในเมื่อเขาคิดไม่ดีกับเราเราจึงต้องใช้เล่ห์กลกับเขา อีกประการหนึ่ง ตั้งแต่เรารับกรรมฐานจากหลวงพ่อในป่าเราก็ไม่มีแก่ใจจะครองราชย์อีกต่อไปแล้ว เราอยากตัดความหลงในสงสารให้เด็ดขาดเราสมเพชตนเองที่เป็นกษัตริย์ยากจนเข็ญใจเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่ไม่มีเบญจราชกกุธภัณฑ์ (เครื่องแสดงความเป็นกษัตริย์ ๕สิ่ง) พระยามหานุภาพจึงเขียนสดุดีเราไว้ในนิราศกวางตุ้งว่า ชะรอยอรรถบุรุษอุดมวงศ์ ในสิบองค์โพธิสัตว์ดุสิตสวรรค์ ได้รัฐยาเพททายทำนายพรรณ ในอนันต์สำนักชิเณรนาน จึงดลใจให้พระองค์ทรงนั่ง บัลลังก็รัฐรสพระธรรมกัมมัฏฐาน ให้ทรงเครื่องนพรัตน์ชัชวาล พระชมฌานแทนเบญจกกุธภัณฑ์ เอาพระไตรลักษณ์ทรงเป็นมงกุฎ พระงามสุดยอดฟ้าสุทธาสวรรค์ เอาพระศีลสุจริตในกิจกรรม์ เป็นสุวรรณเนาวรัตน์สังวาลย์ เอาพระมุติธรรม์เป็นคันฉัตร เอาพระสัจจะเป็นระใบไพศาล ล้วนเครื่องศีลวัตรอันชัชวาล พระอุเบกขาญาณเป็นธารกร ฯลฯ
พระครูจรัญ : แต่กระผมชอบจารึกในศาลพระเจ้าตากสินมหาราช วัดอรุณราชวรารามที่แสดงให้เห็นถึงปณิธานอันแน่วแน่ของท่านที่มีต่อพระพุทธศาสนา บัวเฮียวเธออยากรู้ไหมว่า จารึกมีว่าอย่างไร “อันตัวพ่อ ชื่อว่า พระยาตาก ทนทุกข์ยาก กู้ชาติพระศาสนา ถวายแผ่นดิน ให้เป็น พุทธบูชา แด่พระศาสนา สมณะ พระพุทธโคดม ให้ยืนยง คงถ้วน ห้าพันปี สมณพราหมณ์ชี ปฏิบัติ ให้เหมาะสม เจริญสมถะวิปัสสนา พ่อชื่นชม ถวายบังคม รอยบาท พระศาสดา คิดถึงพ่อ พ่ออยู่คู่กับเจ้า ชาติของเรา คงอยู่ คู่พระศาสนา พุทธศาสนา อยู่ยง คู่องค์กษัตรา พระศาสดา ฝากไว้ ให้คู่กัน”
พระครูจรัญ :ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าท่านเป็นลูกคนจีน บิดาชื่อนายไหฮอง มารดาชื่อนางนกเอี้ยงกระผมสงสัยว่าจะไม่ตรงความจริงขอรับ
พระภิกษุเจ้าตาก :เรื่องนี้ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อน นอกจากเรากับโยมมารดา แม้แต่โยมบิดา (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ก็ไม่รู้ ประวัติของเราคล้ายคลึงกับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ตรงที่โยมแม่ของเราตั้งครรภ์โดยที่โยมพ่อไม่ทราบ โยมมารดาของเราเป็นสนมลับๆของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์องค์ที่ ๓๑ แห่งกรุงศรีอยุธยาทั้งพระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศน์ก็ไม่ทรงทราบว่าเราเป็นโอรสในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่เกิดจากสนมลับชาวจีนที่ชื่อ “ไหฮอง” ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นชื่อบิดาของเรา ความจริงไหฮองเป็นชื่อของโยมมารดา ส่วน “นางนกเอี้ยง” ไม่มีตัวตน การที่โยมมารดาไม่ได้กราบทูลโยมบิดาให้ทรงทราบเนื่องจากเกรงจะเป็นอันตรายแก่เรา เมื่อคลอดเราแล้ว ท่านก็ได้สามีใหม่เป็นคนจีนและมีลูกสาวคือน้องสาวของเรา สมัยนั้นผู้หญิงต้องพึ่งสามี คือต้องมีสามีหาเลี้ยงโดยเฉพาะคนที่เคยอยู่ในรั้วในวัง เช่นมารดาเราเมื่ออกมาใช้ชีวิตแบบสามัญชนก็ทำไร่ไถนาไม่เป็น ต้องพึ่งสามีไม่เหมือนผู้หญิงสมัยนี้ ที่พึ่งตัวเองได้ เรื่องของเราก็เหมือนลิเกนะโยมมารดาได้สร้างเรื่องขึ้นว่า เราเป็นลูกคนจีน บิดาชื่อนายไหฮองมารดาชื่อนางนกเอี้ยง และเรื่องที่สร้างขึ้นนี้ก็ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ที่โยมมารดาทำเช่นนี้ก็เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของเราเราไม่คิดว่าเป็นความผิดแต่ประการใดและเราก็ไม่ตำหนินักประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราวอันเป็นความเท็จเพราะเขาบันทึกตามข้อมูลเพียงแต่ข้อมูลนั้นถูกบิดเบือนเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติซึ่งนักประวัติศาสตร์เองก็ไม่รู้ เราจึงพูดว่า “ไม่มีประวัติศาสตร์ของชาติไหนที่จะถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทุกอย่าง”
พระครูจรัญ :ท่านจะกรุณาเล่าเหตุการณ์ตอนที่ท่านกู้เอกราชให้ฟังได้ไหมขอรับ กระผมอยากทราบว่าตรงกับ ประวัติศาสตร์ มากน้อยเพียงใด
พระภิกษุเจ้าตาก :ประวัติศาสตร์บันทึกเหตุการณ์ตอนเรากู้ชาติตรงกับความจริงเพียงแต่มีบางเรื่องไม่ได้บันทึกเอาไว้ อย่างเรื่องที่เราตีเมืองจันทบุรีเราได้พามารดาและน้องสาวไปไว้ที่ราชบุรีก่อน จากนั้นจึงมุ่งหน้าตีจันทบุรีประวัติศาสตร์บันทึกไว้แต่เพียงว่า เราสั่งทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้งความจริงเราทำมากกว่านั้น คือหลังจากตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว เรามาพิจารณาว่าสงครามกู้ชาติต่อจากนี้ไปจะต้องหนักหนาสาหัสและยืดยาว จึงให้สร้าง “พระยอดธงแบบกรุงศรีอยุธยา”ขึ้นแล้วนิมนต์พระเถระทั้งหลายมาสวดบทพาหุง-มหากาบรรจุไว้ในองค์พระ (พระยอดธงคือพระพุทธรูปองค์เล็กๆที่สร้างไว้บนยอดธงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้รบชนะข้าศึก)เราเองก็เจริญรอยตามสงเด็จพระนเรศวรด้วยการเจริญพาหุง-มหากา (แต่งโดยพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว พระอาจารย์ขององค์นเรศวร) หรือบทถวายพรพระในปัจจุบันเป็นบทที่มีอานุภาพมาก
พระครูจรัญ :แล้วสหายของท่านกับน้องชายไปช่วยตีจันทบุรีด้วยหรือเปล่าครับ
พระภิกษุเจ้าตาก : ยังไม่ได้ไป เพราะตอนนั้นบ้านเมืองกำลังระส่ำระส่ายไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ก่อนตีจันทบุรี เราไปตั้งทัพที่ระยองได้แอบซ่องสุมผู้คนและอาวุธที่ถ้ำแห่งหนึ่ง (วัดถ้ำวัฒนมงคล กิ่งอำเภอเขาชะเมา)ยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์หลงเหลืออยู่ในถ้ำนี้ (ปี ๒๕๒๘)เมื่อเราตีจันทบุรีและตั้งทัพที่นั่น สหายของทเรากับน้องชายก็มาสมทบที่เราประทับใจและรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณสองพี่น้องมากก็คือเขาไปรับมารดาและน้องสาวเราจากราชบุรีมาด้วย จากนั้นเราก็วางแผนตีก๊กเจ้าพระฝาง
พระบัวเฮียว : กระผมอยากฟังเจ้าตากเล่าเรื่องการกู้ชาติครับ
พระภิกษุเจ้าตาก : หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียเอกราชให้แก่พม่าเมื่อปี ๒๓๑๐บ้านเมืองระส่ำระสายมาก พม่าเผาผลาญถล่มทลายกรุงศรีฯ เสียย่อยยับวัดวาอารามถูกทำลายยับเยิน พระศรีสรรเพชญ์ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมีความสูงถึง ๘ วา หุ้มด้วยทองคำหนักสองหมื่นบาทก็ถูกพม่าใช้ไฟลนเผาลอกเอาทองคำขนกลับไปเมืองตน ประชุมพงศาวดารภาค ๖ได้บันทึกเร่องราวต่างๆตอนเสียกรุงไว้ว่า พม่าเข้ากรุงได้เป็นเวลากลางคืนพม่าไปถึงไหนก็เอาไฟจุดเผาบ้านเรือนของชาวเมือง ปราสาทราชมณเฑียรไฟไหม้ลุกลามสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน ครั้นเห็นว่าไม่มีผู้ใดต่อสู้ก็เที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์สิน จับผู้คนอลหม่านไปทั่วพระนครแต่เป็นเพราะเป็นเวลากลางคืน พวกชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้สัก ๑๐,๐๐๐ คนส่วนพระเจ้าเอกทัศน์นั้น มหาดเล็กพาลงเรือน้อยหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ที่บ้านจิกริมวัดสังฆาวาส แต่พม่ายังหารู้ไม่ จับไม่ได้แต่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชกับทั้งเจ้านายข้าราชการใหญ่น้อยจำนวนมากและพระที่หนีไม่พ้น พม่าจับไปไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ผู้คนแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามีก๊กที่สำคัญอยู่ถึง ๖ ก๊กด้วยกัน ก๊กที่ร้ายกาจที่สุดคือก๊กเจ้าพระฝางซึ่งมีหัวหน้าเป็นพระภิกษุ แต่เสพสุรา ฆ่าคน และทำลามกอนาจราต่างๆเจ้าฝางในเครื่องแต่งกายของบรรพชิต คุมกองทัพสงฆ์ออกจี้ปล้นทรัพย์สินของราษฎรทำให้เสียภาพลักษณ์ของพระศาสนาอย่างร้ายแรง เมื่อเราปราบก๊กสำคัญ ๔ ก๊กได้แล้วจึงยกกองทัพไปตีก๊กเจ้าพระฝางซึ่งตั้งมั่นอยู่ที่พิษณุโลกกองทัพของเราตีเมืองพิษณุโลกได้ แต่เจ้าพระฝางหนีไป เป็นอันว่าก๊กทั้ง ๕พ่ายแก่ก๊กพระยาตาก เมื่อได้ชัยชนะแล้ว เราก็คิดว่าจะฟื้นฟูปฏิสังขรณ์กรุงศรีฯแต่ก็มองไม่เห็นทางเลยว่าจะทำให้กรุงศรีฯรุ่งโรจน์เหมือนแต่ก่อนได้เราเริ่มวิตกกังวล คืนหนึ่งเราจึงแก้ปัญหาด้วยการสวดพาหุง-มหากาแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศลให้ดวงพระวิญญาณของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีฯในอดีตทุกพระองค์และขอให้ท่านเหล่านั้นช่วยหาทางออกให้แก่เราด้วย จากนั้นเราก็หลับไป เราเห็นสมเด็จพระนเรศวรกับอาจารย์ของท่านที่รู้เพราะพระเถระรูปนั้นท่านพูดว่า “อาตมาคืออาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรที่จะมาช่วยท่านแก้ปัญหากรุงศรีฯเสียหายเกินกว่าจะปฏิสังขรณ์ได้ ทั้งพม่าก็รู้ลู่ทางโจมตีขอท่านจงย้ายราชธานีไปอยู่ที่กรุงธนบุรี และสถาปนาตัวท่านขึ้นเป็นกษัตริย์เถิดอาตมาขอถวายพระพร” จากนั้นสมเด็จพระนเรศวรตรัสว่า “ขอต้อนรับกษัตริย์แห่งกรุงธนบุรีขอพระองค์จงทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อันเป็นมรดกล้ำค่าของชาวสยาม” แล้วภาพนั้นก็หายวับไป เราตื่นขึ้นมากลางดึก จิตสัมผัสกับความสงบเย็นผิดกับคนที่ฝันร้าย ซึ่งจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหวาดกลัวและเหงื่อไหลโทรมกายเรารู้สึกเหมือนกับว่ามิได้ฝันไป เพราะภาพนั้นยังฝังแน่นอยู่ในมโนนึกมาจนบัดนี้ (องค์ดำมาหาเจ้าตากจริงหรือเปล่าคะ) พระราชดำรัสในสมเด็จพระนเรศวรทำให้เราตั้งปณิธานในบัดนั้นว่าจักทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรสืบไปและนี่เองคือที่มาของปณิธานของเราที่ท่านกล่าวเมื่อครู่นี้การสู้รบสมัยนั้นต้องการขวัญและกำลังใจการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีที่สุดคือการน้อมนำพระธรรมคำสอนเข้ามาไว้ในใจพระพุทธศาสนาจึงมีความสำคัญต่อประเทศชาติ เมื่อใดที่พระพุทธศาสนาหมดไปจากประเทศสยามเมื่อนั้นประเทศชาติก็คงอยู่ไม่ได้ เราจึงยังอยู่ แม้หมดความหลงในสงสารแล้วก็เพื่อคอยปกป้องดูแลชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ดังที่เรากล่าวไว้ว่า “คิดถึงพ่อพ่ออยู่ คู่กับเจ้า” เมื่อกรุงแตกเราเป็นผู้นำทหารตีฝ่าวงล้อมพม่าจากกรุงศรีฯมาตั้งมั่นที่กรุงธนบุรีช่วงที่ตีฝ่าวงล้อมออกไป มีเหตุการณ์คล้ายปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกล่าวคือทุกครั้งที่ทหารพม่าตามมาประชิดตัว ก็จะมีไฟลุกโพลงขึ้นในจุดใกล้ๆ กันทำให้ทหารพม่าเบนความสนใจไปที่กองไฟ เราก็เลยหนีรอดมาได้มารู้ภายหลังว่าเพื่อนเก่าของเราตามมาช่วย เพื่อนเก่าสมัยเป็นศิษย์วัดด้วยกันตอนเป็นเด็กโยมมารดาพาเราไปฝากเป็นลูกศิษย์วัดเราเติบโตขึ้นมาภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนาได้ฝึกอาวุธและคาถาอาคมร่วมกับเพื่อนอีก ๔ คน (ผู้ใดทราบชื่อท่านบ้างคะ)แต่ละคนมีความถนัดต่างกัน พวกเขาคอยตามช่วยเหลือเราโดยที่เราไม่รู้ภายหลังที่เราตกลงกับสหายของเราให้ขึ้นครองราชย์แทน และเราได้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์พวกที่ไม่เข้าใจแผนการอันแยบยลนี้เลยพากันกบฏแบ่งออกเป็นหมู่เป็นเหล่าเหมือนเหตุการณ์ก่อนกรุงแตกในที่สุดกบฏกลุ่มหนึ่งอ้างคำสั่งของสหายเราให้นำเราไปประหารทั้งที่เราอยู่ในเพศบรรพชิตซ้ำร้ายกว่านั้นคือเกิดกบฏซ้อนกบฏ จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร บ้านเมืองระส่ำระสายเราก็ได้เพื่อน ๔ คนนี้แหละพาลงเรือหนีไปนครศรีธรรมราชจากนั้นเราก็ไม่ได้พบพวกเขาอีกเลย เราได้ทราบภายหลังว่าเขาไม่อยากเป็นนักรบอีกกลับไปใช้ชีวิตชาวบ้านธรรมดา หากเราไม่ได้เพื่อน ๔ คนนี้ก็คงต้องตายอยู่ในสมณเพศและพวกที่ฆ่าเราก็ต้องบาปสาหัสมาก
พระครูจรัญ : ช่วงระยะนั้นท่านตัดความหลงในสงสารได้แล้วหรือขอรับ
พระภิกษุเจ้าตาก : ยังแต่ได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว (ได้โสดาบัน?) เรารับกรรมฐานจากหลวงพ่อในป่าได้ไม่นานก็เร่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้ดวงตาเห็นธรรม และได้เรียกสหายของเราให้มาหา
พระภิกษุเจ้าตาก :เราได้สั่งให้ข้าหลวงไปตามสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมาพบในเครื่องแบบนักรบมีดาบมาด้วย เขาคิดว่าคงจะทรงใช้ให้ไปทำสงครามกับผู้หนึ่งผู้ใด เป็นแน่ครั้นมาเห็นเรานั่งอยู่ในห้องพระแต่ผู้เดียว ในชุดนุ่งขาวห่มขาวสหายของเราก็รีรออยู่ไม่กล้าเข้ามา เพราะเห็นว่าเราอยู่คนเดียวและไม่มีอาวุธข้างกายเลย เราจึงบอกว่า “ด้วงเข้ามาสิ เข้ามาหาข้า เอาดาบมาด้วย” ท่านลองคิดดู ถ้าสหายของเราคิดก่อกบฏจริงก็คงถือโอกาสตอนนี้ แต่เพราะเขาไม่เคยมีความคิดอย่างนี้อยู่ในใจ จึงวางดาบไว้ข้างนอกแล้วค่อยๆคลานเข้ามาใกล้ หมอบอยู่ห่างวาหนึ่ง เราก็บอกอีกว่า “ด้วง เข้ามาใกล้ๆเอาดาบของเจ้ามาวางไว้ข้างหน้า” สหายของเราคลานไปหาดาบแต่แทนที่จะเอามาไว้ใกล้ๆ อย่างที่เราสั่ง เขากลับกระทุ้งให้ไกลออกไปอีกแล้วจึงคลานเข้ามาใกล้ประมาณสองศอก หมอบกราบถวายความเคารพเป็นอย่างดีเราจึงถามเขาว่า “ด้วงอยากจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินไหม” เราพูดเท่านี้แต่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมีอาการตกใจนัก ถึงกับมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้าก้มลงกราบแล้วก็มิได้ตอบว่ากระไร เราก็ถามใหม่อีกว่า “ด้วง ได้ยินหรือเปล่าข้าถามว่าอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดินไหม” สหายของเราตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่เคยคิดเลยพระเจ้าข้า อยู่อย่างนี้ก็สบายแล้ว” เราจึงถามเพื่อทดสอบว่าสิ่งที่สหายของเราตอบนั้นมาจากใจจริงหรือไม่ “ด้วงข่าวว่าทหารพม่ามาหาเจ้าบ่อยๆรึ” “มาครั้งเดียวพระเจ้าค่ะ” “เขามาเรื่องอะไร” “เขามาถามว่ามีความสุขสบายดีรึข้าพระพุทธเจ้าก็ตอบว่าสบายดีเพราะในหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาเวลานี้จึงมีความสุขมาก” เมื่อท่านตอบเช่นนี้ เราก็มั่นใจว่าสหายของเราไม่ได้คิดกบฏไม่คิดเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงดังที่คนอื่นเข้าใจผิดเมื่อเราเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เราจึงบอกเขาไปว่า “ด้วง ข้าจะให้เจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จะเอาไหม” สหายของเรากราบถวายบังคมอีกครั้ง พร้อมทั้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อคงจะคาดไม่ถึงว่าเราจะพูดแบบนี้กับเขา เหตุที่เราถามอย่างนี้เพราะสมัยที่อะแซหวุ่นกี้ยกทัพมาตีพิษณุโลกเราได้ให้สหายของเรายกทัพไปรบกับอะแซหวุ่นกี้ ขุนพลเฒ่า แต่เพราะฝีมือทัดเทียมกันการรบจึงไม่มีใครแพ้ใครชนะ อะแซหวุ่นกี้ใช้อุบายพักรบหนึ่งวัน และขอดูตัวแม่ทัพครั้นเห็นสหายเรา ก็พยากรณ์ว่า “ต่อไปท่านจะได้เป็นกษัตริย์ขอจงรักษาตัวไว้ให้ดี” ความจริงอะแซหวุ่นกี้ไม่ได้เป็นโหรหรือมีความรู้ทางโหราศาสตร์แต่ประการใดแต่เป็นลีลาของข้าศึกที่จะยุแยงให้ไทยฆ่ากันเอง บังเอิญคำพยากรณ์มาตรงกับความจริงโดนที่อะแซหวุ่นกี้เองก็คาดไม่ถึงเรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นครั้งหนึ่งสมัยที่เรากับสหายของเราบวชเป็นพระภิกษุ วันหนึ่งเรากับสหายของเราไปบิณฑบาตด้วยกันซินแสผู้หนึ่งเดินสวนทางมา เขาก็หยุดมองหน้าเรา เสร็จแล้วก็มองหน้าสหายของเราแล้วก็กลับมามองเราอีก เราจึงถามว่า “โยมมองอะไรรึ รึว่าอาตมานุ่งห่มไม่เรียบร้อย” แกก็ยิ้ม แล้วส่ายหน้าไปมา เดินไปสักประเดี๋ยวก็เดินกลับมาอีกพูดด้วยเสียงดังลั่นว่า “อักซาจัง อักซาจังจิงๆในหลวงสององค์มาบิงทะบากล่วยกัง” พอซินแสพูดเช่นนั้น ผู้คนก็พากันสาธุแต่บางคนก็พูดขึ้นว่า “สงสัยตาแป๊ะนี่แกจะแก่จนหลงถึงได้พูดอะไรเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ถ้าในหลวง (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) มาได้ยินรับรองหัวขาดแน่”
พระครูจรัญ :ในที่สุดคำทำนายทายทักของซินแสก็กลายเป็นความจริงกระผมคิดว่าท่านน่าจะมีความรู้ทางโหราศาสตร์นะขอรับ
พระภิกษุเจ้าตาก :เราก็คิดอย่างท่าน แต่สำหรับอะแซหวุ่นกี้เขามีความประสงค์จะให้เรากับสหายเป็นศัตรูกัน เพราะถ้าคนไทยรบกันเองพม่าก็จะกลืนชาติได้ง่ายเพราะฉะนั้นการที่เราสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเข้าเฝ้าให้แต่งชุดนักรบถือดาบเข้ามาด้วย ก็เพื่อจะทดสอบใจสหายของเราว่าอยากเป็นพระเจ้าแผ่นดินตามคำพยากรณ์ของอะแซหวุ่นกี้หรือไม่แต่ไม่ว่าเราจะพูดอย่างไรสหายผู้ซื่อสัตย์ของเราก็ไม่ยอมตกปากรับคำที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินบอกแต่ว่ามีความสุขแล้ว มีความชื่นใจในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้าอยู่หัวแล้วยิ่งไปกว่านั้นยังประกาศว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะขอรักษาราชบัลลังก์ด้วยชีวิตหากมีผู้คิดทรยศต่อพระองค์” เมื่อเราได้ทดลองน้ำใจของสหายจนเป็นที่แน่ใจแล้วจึงพูดแบบเพื่อนว่า “ด้วง ต่อไปเจ้าจงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนข้านะเจ้าเป็นเพื่อนข้า แล้วก็เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตมาก ข้าไว้วางใจเจ้า” เมื่อเราพูดอย่างนี้ สหายของเราก็ยังนิ่งอยู่ในท่าหมอบกราบ เราจึงบอกว่า “ด้วงลุกขึ้นนั่งให้สบาย เงยหน้าขึ้น เวลานี้ไม่มีใคร เราอยู่กันสองคนไม่ต้องเคร่งเรื่องระเบียบประเพณีนักหรอก ข้าก็ถือว่าด้วงเป็นเพื่อนข้าเราเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่ต่อไปนี้เจ้าจะต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินนะข้าจะสละราชสมบัติ แต่การที่จะสละราชสมบัติเฉยๆย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องมีกุศโลบายเพราะมีเงื่อนไขต่างๆมากมายที่ต้องทำตาม” สหายของเราพูดขึ้นว่า “ข้าพระพุทธเจ้ารับไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า เพราะพระองค์ก็มีพระราชโอรสในเมื่อพระองค์จะสละราชสมบัติ ก็ควรให้แก่พระราชโอรส” เราจึงบอกเขาว่า “ด้วงความจริงลูกชายข้าเขาก็เป็นคนดีนะ มีคนรักเขามาก ทหาร ข้าราชการทั้งหมดก็รักเขาแต่ข้าให้เขาเป็นพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้หรอก เพราะว่าบ้านเมืองของเรายังไม่มั่นคงนักเพิ่งกู้ชาติได้ใหม่ๆ ถ้าลูกข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็จะกลายเป็นหุ่นให้เขาเชิดไปเขาครองเมืองไม่ได้ ด้วงจะต้องครองเมือง เพราะข้าไม่เห็นใครที่มีความเข้มแข็งสามารถรักษาเมืองต่อไปได้ นอกจากเจ้า” สหายเราแย้งว่า “เวลานี้พระองค์ก็ยังไม่ชราภาพ จึงยังไม่ควรจะสละราชสมบัติพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญของประชาชนชาวไทยทั้งชาติแล้วก็ชาวจีนด้วย ถ้าขาดพระองค์เสียข้าพระพุทธเจ้าเถลิงราชเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ความดีก็คงมีไม่ถึงพระองค์ความเชื่อถือของบุคคลทั่วไปก็จะไม่มีเท่าที่มีในพระองค์ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่าประเทศชาติอาจจะต้องสลายไปก็ได้” เมื่อสหายของเราพูดมาอย่างนี้ เราจึงต้องเล่าความจริงให้ฟังว่า “ด้วงเวลานี้ข้าเป็นหนี้ชาวจีนอยู่ ๖๐,๐๐๐ ตำลึง ความจริงเงินจำนวนเท่านี้ถ้าหากเขาจะให้เราผ่อนใช้ เราก็พอจะหาได้แต่ทางจีนเขาต้องการจะยึดประเทศไทยไปเป็นประเทศของเขา เขาต้องการจะกลืนเราเขาจึงเร่งรัดจะเอาเงินจำนวนนี้ให้ได้ แล้วเจ้าก็รู้นี่ว่าข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ยากจนเข็ญใจมาก เพราะไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยเงินในท้องพระคลังก็ไม่มีสักแดงเดียวเวลานี้เบี้ยหวัดเงินปีของข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนก็ยังติดค้างเขาอยู่มากข้าได้กู้เงินจากประเทศจีนมาใช้จ่าย เวลานี้ข้ากันเงินไว้สองส่วนส่วนหนึ่งเป็นเงินให้กับข้าราชการ เป็นเบี้ยหวัดเงินปีที่คั่งค้างอยู่อีกส่วนเป็นเงินที่ข้าเก็บรักษาไว้เพื่อเจ้าจะได้มีใช้จ่ายเมื่อเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินเพราะข้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อน ไม่มีเงินทอง มีความลำบากมากข้าเห็นใจจึงไม่อยากให้เจ้าเป็นอย่างข้าแต่เรื่องที่จะต้องให้เจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็มีอยู่ว่า เมื่อเจ้าหนี้มาทวงข้า เมื่อข้าพ้นจากความเป็นพระเจ้าแผ่นดินเสียแล้วเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหนี้สินนี้แทนข้า เพราะเป็นคนละคนกันที่ทำอย่างนี้ไม่ใช่เพราะข้าคิดจะโกงเขา แต่เขาจะเอาเราไปเป็นประเทศของเขาเขาคิดไม่ดีกับเราก่อน เราก็ต้องหาทางป้องกันรักษาประเทศของเราเอาไว้แต่การที่จะเ)็นพระเจ้าแผ่นดินนั้น จู่ๆจะยกให้เจ้าเป็นแล้วข้าสละราชสมบัติอย่างนั้นทำไม่ได้ เพราะเขาจะรู้เท่าทันแผนการของเราเราจึงต้องใช้กุศโลบายที่แยบยล เวลานี้เมืองเขมรเกิดจลาจลข้าจะให้เจ้ากับเจัาพระยาสุรสีห์น้องชายเจ้ายกทัพไปปราบเมืองเขมรแล้วเวลาที่เจ้าไปก็ให้เอาลูกชายข้าไปด้วยถ้าตีเมืองเขมรได้เมื่อไรก็ให้ลูกชายข้าครองเมืองที่นั่นแล้วข้าอยู่ทางนี้ก็จะทำเป็นวิกลจริตแล้วก็จะแนะให้ข้าราชการบางคนที่นี่จับข้าบวชเสีย ข้าก็จะทำเป็นบ้าไม่สามารถปกครองประเทศต่อไปได้เมื่อเจ้ามาก็ให้ทำพิธีปราบดาภิเษกเถลิงราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วเนรเทศข้าไปอยู่หัวเมืองเสีย เรื่องมันก็หมดเท่านี้เรื่องหนี้สินต่างๆก็เป็นอันว่าหมดไป
พระครูจรัญ :แต่กระผมรู้สึกว่าเรื่องมันไม่ได้หมดแต่เพียงเท่านี้นะขอรับเพราะต่อมาหลังปราบดาภิเษกมีเหตุการณ์ที่ทำให้คนจีนเขาสะเทือนใจและขุ่นข้องแค้นเคืองมาจนทุกวันนี้ พระภิกษุเจ้าตาก :ท่านคงหมายถึงเหตุการณ์ที่ลูกหลานเราถูกจับลงเรือลอยไปในปากอ่าวแล้วเรือล่มทำให้ตายทั้งลำเรือคนก็พากันเข้าใจว่าเป็นการกระทำของสหายของเราและน้องชายของเขาซึ่งความจริงแล้วสหายของเรามิได้มีเจตนาเช่นนั้นแต่ที่คนหลายกลุ่มที่มักใหญ่ใฝ่สูงต้องการเป็นใหญ่ เลยเกิดกบฏซ้อนกบฏ (มีผู้คิดกบฏต่อร. ๑) วุ่นวายกันไปหมด อ้างคำสั่งของร.๑ให้นำลูกหลานเราไปลอยแพและฆ่าเสียทั้งที่ทรงตั้งพระทัยจะให้ลูกหลานเราอพยพไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชซึ่งเราไปบวชที่นั่น แต่พวกกบฏถือโอกาสฆ่าเสียเพื่อขจัดเสี่ยนหนามประการหนึ่งและอีกประการหนึ่งมุ่งหวังได้ความดีความชอบจากในหลวงคนพวกนี้ในที่สุดก็ได้รับกรรมทันตาเห็นเราคิดไม่ผิดที่เลือกสหายของเราขึ้นครองราชย์แทนที่จะเป็นลูกชายของเราเพราะราชวงศ์จักรีได้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาถึงปัจจุบันและคนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดคือเราเพราะถ้าเราไม่บวชก็จะไม่สามารถตัดความหลงในสงสารได้เลย
พระครูจรัญ :กระผมอยากทราบรายละเอียดของเหตุการณ์ที่ท่านส่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบเขมรขอรับ
พระภิกษุเจ้าตาก :เราได้สั่งให้สหายเราและน้องชายนำทัพไปปราบจลาจลในเขมรและให้ลูกชายเราไปด้วยอยู่ทางนี้ก็นัดแนะกันว่าให้พระยาสรรค์จับเราซึ่งใช้อุบายเป็นคนวิกลจริตพอดีกับเวลานั้นพระสงฆ์ประพฤติเสียหายกันมากเราเรียกพระทั้งหลายเข้ามาแล้วประกาศว่า เราเป็นพระโสดาบัน และถามพระทั้งหลายว่าพระที่เป็นปุถุชนจะไหว้คฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ ถ้ารูปไหนตอบว่า ไม่ได้ก็ถูกลงโทษด้วยการเฆี่ยนต่อหน้าประชาชน การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คนทั้งหลายเห็นวาเราเป็นคนสัญญาวิปลาสผิดจากมนุษย์ธรรมดาสามัญไม่น่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินได้อีกต่อไป
พระบัวเฮียว :พระเถรเจ้าสั่งให้เฆี่ยนพระ แล้วไม่บาปหรือขอรับ
พระภิกษุเจ้าตาก :เราไม่ได้สั่งให้เฆี่ยนพระ แต่ให้เฆี่ยนคนโกนหัวห่มผ้าเหลืองหมายความว่าคนที่เราเฆี่ยนไม่ใช่พระ คือเราให้หานักโทษประหารมาโกนหัวแล้วก็ให้นุ่งผ้าเหลือง มิได้มีการบวชแต่อย่างใดอย่างที่บอกเราต้องทำเพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง ต่อมาทางอยุธยามีเรื่องขึ้นแต่ไม่ร้ายแรงเท่าไร เราสั่งให้พระยาสรรค์ยกกองทัพไปปราบเสร็จแล้วให้ยกกลับมากรุงธนบุรีและล้อมพระราชฐานไว้ และจับเราบวชเสียซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตรมแผนกระนั้นก็ปรากฏว่ามีนายทหารที่จงรักภักดีและมีฝีมือจะต่อสู้ เราต้องประกาศมิให้สู้เพราะบุญวาสนาของเราหมดแล้ว บ้านเมืองควรเป็นของสองพี่น้องเขาพระยาสรรค์บังคับให้เราบวช แล้วกักบริเวณไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณฯ แต่ต่อมาพระยาสรรค์คิดกำเริบเสิบสาน อยากเป็นใหญ่ หลงใหลตำแหน่งนำเงินที่เราเก็บไว้ไปแจกจ่าย ซื้อพรรคพวกให้สนับสนุน และตั้งตนเป็นกษัตริย์สหายของเราทราบข่าว นำทัพกลับมาตั้งอยู่ที่ “วัดสะแก” พวกทหารแลข้าราชบริพารอัญเชิญให้เถลิงราชสมบัติ สหายเราสระผมที่วัดและแต่งกายให้ดีเตรียมตัวเป็นพระเจ้าแผ่นดิน วัดนี้จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “วัดสระเกศ” เมื่อมาถึงกรุงธนบุรี สหายเราในฐานะพระเจ้าแผ่นดินก็สั่งประหารชีวิตพระยาสรรค์ที่ทำการเกินพอดีและสั่งประหารชีวิตเราโดยการทุบด้วยท่อนจันทน์ สหายคนที่หน้าตาเหมือนเรา (หลวงอาสาศึก) รับอาสาตายแทน คนที่รู้ความจริงในเรื่องนี้มีเพียง ๒ คนคือสหายของเราและน้องชายของเขา เพราะได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว วันั้นตรงกับวันที่ ๕เมย. ๒๓๒๕ หลังประหารชีวิตเสร็จ ในเวลากลางคืนสหายของเราก็ส่งเราไปนครศรีธรรมราชโดยออกไปทางราชบุรี พักที่ปากท่อก่อนคนที่ติดตามเราไปชื่อเจ้าพัฒน์ซึ่งต่อมาคือเจ้าพระยาพัฒน์ผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชนอกจากนี้เจ้าพัฒน์ยังได้พาชายาคนสุดท้ายของเราซึ่งตั้งท้องอ่อนๆไปด้วยเมื่อไปถึงเจ้าพัฒน์ได้พาเราไปอยู่วัดๆหนึ่งเราตั้งใจบวชไม่สึกจึงขอให้เขารับชายาของเราเป็นภรรยาเขาและขอให้รับบุตรในครรภ์เป็นบุตรของเขาด้วย แต่เจ้าพัฒน์จงรักภักดีจึงปฏิเสธที่จะรับชายาของเราไปเป็นภรรยา เขาเลี้ยงดูชายาของเราอย่างดีที่สุดต่อมาชายาของเราได้ให้กำเนิดบุตรชาย เจ้าพัฒน์ก็ประคบประหงมเลี้ยงดูอย่างดีบุตรคนนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชสืบต่อจากเจ้าพระยาพัฒน์ในสมัยร.๓ ซึ่งทรงทราบว่าเป็นบุตรของเรา แต่ก็ยังทรงแต่งตั้งเท่ากับเป็นการพิสูจน์ว่ารางวงศ์มิได้มีเรื่องบาดหมางกับเราบุตรผู้นี้ก็คือต้นตระกูล “ณ นคร” และยังมีบุตรธิดาที่เกิดจากภรรยาคนก่อนๆซึ่งต่อมาคือต้นตระกูล “ณ นครราชสีมา” และ “อินทรกำแหง” ด้วย สหายของเราและน้องชายของเขาได้บำรุงเลี้ยงเราเป็นอย่างดีแต่งตั้งเจ้าพัฒน์เป็นเจ้าพระยาเพราะเห็นว่าเขาจงรักภักดีต่อเราทั้งที่ไม่รู้ถึงแผนการณ์อันแยบยลที่เรากับสหายคิดขึ้นหากสหายของเราคิดไม่ดี หรือที่คนสมัยนั้นพากันกล่าวหาว่าเขาเป็นกบฏเขาก็ต้องสั่งประหารชีวิตเจ้าพัฒน์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเสี้ยนหนามของเขาแต่นี่เขาแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาให้ครองเมือง จะได้ช่วยดูแลความปลอดภัยให้แก่เราสหายผู้นี้มีบุญคุณต่อเรามาก ราชวงศ์ของเขาจึงเจริญรุ่งเรืองมาทุกยุคทุกสมัยนี่คือความจริงซึ่งไม่ตรงกับที่ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้
พระภิกษุเจ้าตาก : เมื่ออยู่เมืองนครได้ ๒ ปีก็อยากจะมาอยู่เมืองเพชรบุรี ในตอนแรกเจ้าพัฒน์ไม่อยากให้เรามาแต่เมื่อเรายืนยันที่จะมา เจ้าพัฒน์จึงให้คนติดตามมา ๒ คน และให้อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งเราได้เจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำ ไม่นานนักก็ “ตัดความหลงในสงสาร” ได้เพราะหลวงพ่อใบป่าเมตตาสอนกรรมฐานอย่างใกล้ชิด
หลวงปู่เทพโลกอุดร :วันที่พระยาตากบรรลุธรรมสูงสุดคือวันที่เขาละสังขาร พระภิกษุเจ้าตาก :ขณะที่เราดูดดื่มอยู่ในวิมุติสุข ก็ถูกชายฉกรรจ์ ๒ คนใช้ไม้คมแฝกฟาดที่ศีรษะครั้นเห็นเราไม่เป็นอะไรเพราะกำลังอยู่ในภาวะแห่งความหลุดพ้นเขาทั้งสองก็กระหน่ำไม้คมแฝกลงไปอีกอย่างนับไม่ถ้วน เสร็จแล้วก็พากันหนีไปคงจะคิดว่าอย่างไรเสียเราก็คงไม่รอดชีวิตไปได้เพราะถูกตีหนักถึงปานนั้นคนดูแลเราก็ถูกฆ่าปิดปากทั้ง ๒ คน
พระบัวเฮียว :ทำไมหลวงพ่อไม่ช่วยพระเถรเจ้าเล่าครับ
หลวงปู่เทพโลกอุดร :เรื่องของกรรมไม่มีใครช่วยได้ พระยาตากสร้างกรรมไว้มากจึงต้องรับผล
พระภิกษุเจ้าตาก :คนร้ายเป็นคนของฝ่ายที่คิดจะเอาความดีความชอบจากพระเจ้าแผ่นดินเป็นความจริงที่ว่าความลับไม่มีในโลกเพราะในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าคนที่ถูกสำเร็จโทษไม่ใช่เราเลยกลัวว่าสหายของเราจะรู้เรื่องนี้ จึงพยายามสืบหาเราจนพบ สหายของเรายังมิทันลงโทษกรรมก็ลงโทษพวกเขาเสียก่อน ก็อย่างที่บอกแล้วว่าเกิดกบฏซ้อนกบฏวุ่นวายไปหมดฆ่ากันเองตายตกกันไปตามกัน
พระบัวเฮียว :กระผมยังอยากฟังพระเถรเจ้าเล่าเรื่องการกู้ชาติตอนที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาขอรับเมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทั้งด้านการเมืองและการศาสนา ท่านมีวิธีการอย่างไรจึงสามารถรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้
พระภิกษุเจ้าตาก :แม้บ้านเมืองจะระส่ำระสายเพียงไรเราก็มิได้ทอดทิ้งพระพุทธศาสนาอันเป็นสมบัตืคู่ชาติบ้านเมืองของไทยมาโดยตลอดเพราะเมื่อขึ้นครองราชย์ เราได้ฟื้นฟูพระศาสนาอย่างหนัก เพราะถูกกระทำย่ำยีจากพม่าซึ่งนอกจากจะทำลายถาวรวัตถุต่างๆ แล้ว ยังเผาพระไตรปิฎกจนวอดวายหมดซึ่งเท่ากับพระธรรมถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเราต้องลงไปเมืองนครศรีธรรมราชเพื่อขอยืมพระไตรปิฎกมา บรรทุกใส่เรือขนมาที่ธนบุรีทางโน้นก็คงไม่เต็มใจนักหรอก แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเราซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินเราสั่งให้นำพระไตรปิฎกมาคัด(ลอก)ที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) อยู่ ๑ปีเต็ม จึงได้นำไปคืนจากนั้นก็ให้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกรวมทั้งคัมภีร์วิสุทธิมรรคด้วย
พระครูจรัญ :พระราชกรณียกิจของพระเจ้าตากที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาสรุปได้ดังนี้ ๑.)ทรงชำระพระอลัชชี (ภิกษุผู้ละเมิดพุทธบัญญัติ) ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่จำนวนมากที่เป็นพวกเจ้าพระฝางก็มี ทรงประกาศให้พระสงฆ์หัวเมืองฝ่ายเหนือมาดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน สบงจีวรกองพะเนิน ผู้ใดทนได้ก็โปรดให้อุปสมบทใหม่โดยพระเถระจากธนบุรี ผู้ใดทนไม่ได้ก็ให้สึกออกมาแล้วให้สักข้อมือ ใช้ทำงานหนักผู้ใดกล่าวเท็จว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์กลับสารภาพว่าตนเป็นปาราชิกก็โปรดให้นำตัวไปประหาร
พระภิกษุเจ้าตาก :การดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์เป็นการไม่ยุติธรรมเพราะพระที่ปาราชิกแต่สามารถดำได้ตามเวลาที่กำหนดก็มีพระที่บริสุทธิ์แต่ไม่สามารถดำได้ตามเวลาก็มี แต่ไม่ทราบจะใช้วิธีใดที่ดีกว่านี้ตอนนั้นยังไม่พบหลวงพ่อในป่า ถ้าหากมิได้บวช คงต้องรับกรรมสาหัสเป็นแน่
หลวงปู่เทพโลกอุดร : การบวชมิได้เป็นสาเหตุเดียวเพราะถ้าบวชแล้วมิได้ปฏิบัติจนถึงขั้นสามารถตัดความหลงในสงสารได้พระยาตากก็ต้องรับกรรมหนักหนาสาหัสอย่างที่พูดมา
พระครูจรัญ : เรื่องที่ ๒ทรงให้รวบรวมพระไตรปิฎก คัดลอกจากนครศรีธรรมราช ไว้หลายจบแล้วพระราชทานให้อารามใหญ่ๆ คัมภีร์ใดขาดตกบกพร่อง ทรงให้ไปแสงหาถึงเขมรตอนเสียกรุง วัดและบ้านเมืองถูกเผา ทรงหวั่นเกรงว่าพระไตรปิฎกจะสูญหายโปรดให้สืบหาต้นฉบับพระไตรปิฎกตามหัวเมืองต่างๆเท่าที่จะหาได้มาคัดลอกเอาไว้เพื่อสร้างพระไตรปิฎกฉบับหอหลวงขึ้น
พระภิกษุเจ้าตาก : แต่การสร้างพระไตรปิฎกยังไม่แล้วเสร็จมีเหตุให้ผลัดแผ่นดิน แต่สหายของเราก็รับงานนี้ไปสานต่อจนสำเร็จ
พระครูจรัญ : เรื่องที่ ๓ ทรงจัดสังฆมณฑล โปรดให้ประชุมพระเถระเท่าที่มีในราชอาณาจักรที่สัดบางหว้าใหญ่ ทรงเลือกพระเถระที่ทรงคุณธรรม แต่งตั้งขึ้นเป็นพระสังฆราชได้แก่พระอาจารย์ศรีจากเมืองนครศรีธรรมราช พระอาจารย์ศรีเป็นชาวอยุธยาและทรงคุ้นเคยกันมาก่อน พระศรีหนีไปนครฯ และทรงแต่งตั้งพระราชาคณะรูปอื่นๆนิมนต์ให้อยู่ตามวัดต่างๆ สั่งสอนคันถธุระและวิปัสสนาธุระต่อไป
พระภิกษุเจ้าตาก : ในสมันร.๑สมเด็จพระสังฆราชมีพระนามว่า “ศรี” เป็นองค์เดียวกับพระสังฆราชสมัยกรุงธนบุรีมีคนเข้าใจผิดอยู่มากว่าเป็นคนละองค์กัน พระครูจรัญ : สมัยรัตนโกสินทร์สมเด็จพระสังฆราชศรีถูกปลดจากตำแหน่งคนคิดกันว่าสาเหตุเนื่องจากได้กราบบังคมทูลถามพระเจ้าตากว่าผู้ที่เข้าเฝ้าโดยมิได้ปลดอาวุธมีโทษสถานใด เพราะขณะนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์ (พระอนุชาของ ร.๑) เข้าเฝ้าโดยมิทันปลดอาวุธด้วยเข้าใจผิดคิดว่าทรงกวักพระหัตถ์เรียก จึงขึ้นจากเรือมาเฝ้าขณะนั้นพระสังฆราชศรีกำลังสนทนาธรรมกับพระเจ้าอยู่หัวที่ท่าน้ำเห็นเจ้าพระยาเข้าเฝ้าในลักษณะนั้น จึงกราบบังคมทูลถามพระเจ้าตากตรัสถามเจ้าพระยาสุรสีห์ ท่านก็ตอบว่ามีโทษประหารชีวิตและกราบทูลให้ประหารชีวิตตนเสียตรัสถามอีกว่าถ้าไม่ประหารชีวิตจะต้องถูกลงโทษสถานใด ท่านก็ตอบว่าต้องถูกเฆี่ยน ๑๐๐ที ตรัสถามอีกว่าถ้าไม่เฆี่ยน ๑๐๐ ที จะต้องถูกเฆี่ยนกี่ทีท่านก็ตอบว่าต้องถูกเฆี่ยน ๘๐ ที จนที่สุดกราบทูลว่าเฆี่ยน ๖๐ ที จึงทรงเฆี่ยนเมื่อเฆี่ยนได้ ๒๐ ที ก็หยุด เหตุใดไม่ทรงเฆี่ยนต่อขอรับ พระภิกษุเจ้าตาก :เราเฆี่ยนไม่ลง สหายของเราและน้องชายของเขามีบุญคุณต่อเรามากนึกถึงตอนที่พาโยมมารดาของเรามาที่จันทบุรีด้วยเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนเล่าลือไปว่า เมื่อสหายของเราขึ้นครองราชสมบัติจึงสั่งให้ปลดพระสังฆราชเพราะทรงเชื่อพระอนุชาแท้จริงเป็นการใส่ร้ายเจ้าพระยาสุรสีห์เราขอยืนยันว่าเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นคนมีจิตใจดีมีเมตตา และที่สำคัญเขารักพระพุทธศาสนาอย่างที่เรารัก ถึงพี่ชายเขาก็เช่นกัน ก่อนที่จะสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชศรีเมืองธนบุรีมีสมเด็จพระสังฆราชอยู่ก่อนแล้ว คือสมเด็จพระสังฆราชดี ที่ผู้คนเลื่อมใสแต่ต่อมาภายหลังเราทราบว่าตอนกรุงแตกครั้งที่ ๒พระอาจารย์ดีเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์ผู้อื่นแก่พม่า เมื่อถูกขังอยู่จึงถูกถอดตำแหน่งพระสังฆราช
พระบัวเฮียว :ทำไมพระอาจารย์ดีต้องบอกที่ซ่อนทรัพย์ผู้อื่นให้แก่พม่าด้วยขอรับ
พระครูจรัญ : ในช่วงกรุงแตกพม่าเที่ยวยึดทรัพย์สมบัติสิ่งของหลวงของราษฎรทั้งทรัพย์ซึ่งราษฎรฝังซ่อนไว้ตามวัดวาบ้านเรือน เอาราษฎรที่จับได้ไปชำระซักถามแล้วล่อลวงให้ลวงล่อกันเอง ใครเป็นโจทก์ของที่ซ่อนทรัพย์ของผู้อื่นได้ก็ปล่อยตัวไปส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ ถ้าไม่บอกให้โดยดี พม่าก็เฆี่ยนตีและทำทัณฑกรรมต่างๆเร่งเอาทรัพย์จนถึงล้มตายก็มีมีเรื่องปรากฏขึ้นเมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแต่งตั้งพระอาจารย์ดีครั้งกรุงเก่าเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกภายหลังได้ความว่าพระอาจารย์ดีเคยบอกที่ซ่อนทรัพย์ผู้อื่นให้แก่พม่าเมื่อเวลาถูกขังอยู่พระอาจารย์ดีเลยถูกถอดออกจากที่พระสังฆราช (พูดกับพระภิกษุเจ้าตาก)กระผมอ่านตามตัวอักษรที่ปรากฏในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖ เลยนะขอรับ อ่านด้วยกสิณ
หลวงปู่เทพโลกอุดร :เราได้มอบไม้เท้าให้ศิษย์ชาวพม่าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดหนองคำ อำเภอภายากจังหวัดเชียงตุง วันหนึ่งศิษย์ของเธอจะไปวัดนี้
พระครูจรัญ :ศิษย์คนไหนครับ หลวงปู่เทพโลกอุดร : ไม่ใช่พระบัวเฮียวศิษย์ของเธอคนนี้เขาจะมาช่วยเธอสอนกรรมฐานแทนพระบัวเฮียว ขณะนี้เขาอายุ ๑๐ ขวบยังไม่รู้จักเธอและเธอยังไม่รู้จักเขา อีก ๕ ปี เขาจะมาบวชเณรที่วัดป่ามะม่วงสามเณรรูปนี้จะช่วยเธอได้มาก ปี ๒๕๓๗ เขาจะธุดงค์ไปพม่าและจะได้เห็นไม้เท้าของเรา
ที่มาจากเวปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ http://g2.buildboard.com/viewtopic.php/255/2646/8172/0/

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คำกลอนสอนธรรม หลวงปู่เปลื้อง ปัญญวันโต


ธรรมะเป็นของจริง สำหรับผู้ไม่ประมาท

โดย หลวงปู่เปลื้อง ปัญญวันโต

ธรรมะเป็นของจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง

ธรรมทั้งหลาย จำได้ง่าย รู้ได้ยาก

เหมือนครกสาก ไม่รู้รส บดอาหาร

รสของเกลือ ผู้ที่เชื่อ ต้องรับประทาน

รสมันหวาน รู้ด้วยใจ ภายในตน

ยังไม่รู้รส ธรรมทั้งหมด มองไม่เห็น

ไม่บำเพ็ญ จิตไม่คลาย ไม่ได้ผล

รู้ตามปริยัติ ไม่ปฏิบัติ ฝึกหัดตน

ไม่อดทน ไม่เป็นพระ ไม่ชนะมาร

จิตเป็นพระ ต้องชนะ กามฉันท์

เครื่องผูกพัน อยู่ใน วัฏสงสาร

ตัวมิจฉา ความเห็นผิด จิตเป็นพาล

เพราะเกียจคร้าน ไม่บำเพ็ญ ไม่เห็นธรรม

จิตเห็นธรรม ก็เห็น พระตถาคต

จิตรู้รส จิตปลดเปลื้อง เป็นเรื่องขำ

แรงสัจจะ แรงทมะ ชนะกรรม (คือชนะกาม)

ผู้ปฏิบัติธรรม มั่นอดทน ได้ผลจริง

จิตเห็นกาย ในกาย คลายกำหนัด

ผู้ปฏิบัติ จะรู้ได้ ทั้งชายหญิง

เห็นวัตถุ ภายนอกกาย กลายเป็นลิง

เจอะของจริง ตามพุทธพจน์ หมดกังวล

เป็นบุญเลิศ ผู้มาเกิด เป็นมนุษย์

เป็นชาวพุทธ จิตศรัทธา สถาผล

น้อมธรรมะ มาปฏิบัติ ฝึกหัดตน

ทุกทุกคน รู้ได้ชัด ปัจจัตตัง

ผู้ประมาท ต้องเป็นทาส อยู่ในโลก

แม้มีโชค ไม่ทำดี ไม่มีหวัง

ธรรมทั้งหลาย พระตรัสไว้ ไม่ปิดบัง

หมดรักชัง รู้ด้วยตน ทุกคนเอย

คำกลอน หลวงปู่เปลื้อง ปัญญวันโต



ธรรมะเป็นของจริง สำหรับผู้ไม่ประมาท


โดย หลวงปู่เปลื้อง ปัญญวันโต


ธรรมะเป็นของจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง


ธรรมทั้งหลาย จำได้ง่าย รู้ได้ยาก


เหมือนครกสาก ไม่รู้รส บดอาหาร


รสของเกลือ ผู้ที่เชื่อ ต้องรับประทาน


รสมันหวาน รู้ด้วยใจ ภายในตน


ยังไม่รู้รส ธรรมทั้งหมด มองไม่เห็น


ไม่บำเพ็ญ จิตไม่คลาย ไม่ได้ผล


รู้ตามปริยัติ ไม่ปฏิบัติ ฝึกหัดตน


ไม่อดทน ไม่เป็นพระ ไม่ชนะมาร


จิตเป็นพระ ต้องชนะ กามฉันท์


เครื่องผูกพัน อยู่ใน วัฏสงสาร


ตัวมิจฉา ความเห็นผิด จิตเป็นพาล


เพราะเกียจคร้าน ไม่บำเพ็ญ ไม่เห็นธรรมจิต


เห็นธรรม ก็เห็น พระตถาคต


จิตรู้รส จิตปลดเปลื้อง เป็นเรื่องขำ


แรงสัจจะ แรงทมะ ชนะกรรม (คือชนะกาม)


ผู้ปฏิบัติธรรม มั่นอดทน ได้ผลจริง


จิตเห็นกาย ในกาย คลายกำหนัด


ผู้ปฏิบัติ จะรู้ได้ ทั้งชายหญิง


เห็นวัตถุ ภายนอกกาย กลายเป็นลิง


เจอะของจริง ตามพุทธพจน์ หมดกังวล


เป็นบุญเลิศ ผู้มาเกิด เป็นมนุษย์


เป็นชาวพุทธ จิตศรัทธา สถาผล


น้อมธรรมะ มาปฏิบัติ ฝึกหัดตน


ทุกทุกคน รู้ได้ชัด ปัจจัตตัง


ผู้ประมาท ต้องเป็นทาส อยู่ในโลก


แม้มีโชค ไม่ทำดี ไม่มีหวังธรรม


ทั้งหลาย พระตรัสไว้ ไม่ปิดบัง


หมดรักชัง รู้ด้วยตน ทุกคนเอย

ชาติหน้ามีจิงหรือ..........‏

ชาติหน้ามีจริงหรือ ?...

" จะต้องให้รู้ด้วยตนเอง ธรรมะที่แท้จริงเหมือนรสของแอ๊ปเปิ้ล เรื่องรสของแอ๊ปเปิ้ล เราฟังดูเฉยๆก็ไม่รู้ จะไม่รู้ว่ามันหวานหรือมันเปรี้ยวอย่างไร? นอกจากเราลองชิมแอ๊ปเปิ้ลนั้นแล้ว นั่นแหละ... จึงจะรู้แจ้งว่า รสของมันเป็นอย่างไร? อร่อยไหม? ไม่ต้องไปถามใครอีกแล้ว ปัญหามันจบที่ตรงนั้นเอง
"ครั้งหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งมาถามปัญหาท่านอาจารย์ชา (หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี) เรื่องชาติหน้าภพหน้า เขาสงสัยว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่?ผู้ถาม : หลวงพ่อครับ ชาติหน้ามีจริงไหม?ท่านอาจารย์ชา : ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ?ผู้ถาม : เชื่อท่านอาจารย์ชา : ถ้าเชื่อ......คุณก็โง่ผู้ถาม : คนตายแล้วเกิดไหม?ท่านอาจารย์ชา : จะเชื่อไหมล่ะ? ถ้าเชื่อ......คุณโง่หรือฉลาด?
แล้วท่านจึงสอนต่อไปว่าหลายคนมาถามอาตมาเรื่องนี้ อาตมาก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกันว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อคุณก็โง่ เพราะอะไร ก็เพราะมันไม่มีหลักฐาน-พยานอะไรที่จะหยิบมาให้ดูได้ ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป ที่นี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิดหรือว่าชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามี พาผมไปดูหน่อยได้ไหม? เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด
ที่นี้ ถ้าคุณถามว่าชาติหน้ามีไหม? อาตมาก็ถามว่า พรุ่งนี้มีไหม? ถ้ามีพาไปดูได้ไหม? อย่างนี้คุณก็พาไปดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี แต่สิ่งนี้เป็นของที่จะหยิบยกเอามาเป็น วัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้
ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะเกิดหรือไม่เกิด อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้จัก เรื่องราวของตัวเองในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม? ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร? นี้คือสิ่งที่เราจะต้องรู้ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย
พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้ นี่เรียกว่าอนาคตคือพรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะวันนี้เป็นเหตุ ทีนี้อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวาน นี้เสียแล้ว นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหตุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีตคือวันนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตคือชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง
คนหนึ่งพูดว่า : กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิดท่านอาจารย์ชา : นั่นแหละยิ่งดี กลัวมันจะเกิดเสียด้วยซ้ำไปในครั้งพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ มีพราหม์คนหนึ่งมีความสงสัยว่า คนตายแล้วไปไหน? คนตายแล้วเกิดหรือไม่? ถ้าพระองค์ตอบได้ก็จะมาบวชด้วย แต่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่ตอบ แกก็จะไม่บวช แกว่าของแกอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า มันเป็นเรื่องอะไรของฉันเล่า พราหม์จะบวชหรือไม่บวช นั่นเป็นเรื่องของพราหม์ ไม่ใช่เรื่องของฉัน พระองค์ตรัสว่า ถ้าตราบใดที่พราหม์ยังมีความเห็นว่า มีคนเกิดหรือมีคนตาย คนตายแล้วเกิดหรือคนตายแล้วไม่เกิด ถ้าพราหม์ยังมีความเห็นอยู่อย่างนี้ พราหม์ก็จะเป็นทุกข์ทรมานอยู่อีกหลายกัลป์ ทางที่ถูกนั้น พราหม์จะต้องถอนลูกศรออกเสียบัดนี้
พระพุทธเจ้าท่านว่า ความจริงแล้วไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย พราหม์คนนั้นฟังไม่รู้เรื่อง และจนกว่าแกจะได้เรียนรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เข้าใจถ่องแท้เสียแล้วนั่นแหละ จึงจะเข้าใจคำพูดของพระองค์ได้ นั่นจึงจะเรียกว่า การรู้เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นการเชื่อด้วยปัญญา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ไม่ได้สอนว่า ให้เชื่อว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ชาติหน้ามีหรือไม่มี อย่างนั่นไม่ใช่เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ จะถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ จะถือเอาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ได้
ดังนั้น ที่คุณถามว่า ชาติหน้ามีไหมนั้น อาตมาจึงถามคุณว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อ โง่หรือฉลาด? อย่างนี้เข้าใจไหม? ให้เอาไปคิดดูเป็นการบ้านนะ
ที่มา... องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก: พ.ส.ล
ขอบคุณธรรมจักรดอทเนต

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2552

๒๘ ธันวาคม วันปราบดาภิเษก

๒๘ ธันวาคม วันปราบดาภิเษก ถวายบังคมสักการะเทอญพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
นับตั้งแต่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงเสด็จขึ้นเสวยราชย์ พระองค์ทรงตรากตรำกรำศึกสงครามเกือบตลอดรัชกาล ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืน อันเป็นพระราชภารกิจหลักได้แล้วก็ตาม พระองค์ยังต้องทรงต่อสู้กับการแก้ไขปัญหาความยากจนข้นแค้น ซึ่งเบียดเบียนประชาราษฏร์ของพระองค์ด้วยความอดทน ถึงกับทรงเปล่งสัจจะวาจาด้วยน้ำพระหฤทัยเด็ดเดี่ยว ว่า
“มาดแม้นว่า มีเทพยดาองค์ใดสามารถดลบันดาลให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร แก่พสกนิกรของพระองค์อย่างอุดมสมบูรณ์เห็นทันแก่พระเนตรแล้ว แม้จะต้องการเครื่องบวงสรวง ด้วยการตัดพระกรของพระองค์เป็นเครื่องสักการะ ก็จะทรงตัดถวายให้โดยพลัน”พระราชดำรัสนี้ แสดงให้เห็นถึงความเมตตารักใคร่ในพระองค์ที่มีต่อปวงพสกนิกรอย่างล้นเปี่ยม !
สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระผู้ทรงคุณแก่ประเทศชาติไทยอย่างใหญ่หลวง พระผู้ทรงนำแผ่นดินไทย คนไทย กลับมามีเอกราชและยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเหล่าข้าราชบริพาร และประชาราษฏร์ผู้รู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงเทิดทูนยกย่องถวายพระเกียรติของพระองค์ท่านว่า “ มหาราช” สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้ทรงเป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย ตราบจนเท่าทุกวันนี้ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ คณะรัฐบาลไทยในสมัย ฯพณฯ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนทุกหมู่เหล่าได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ประดิษฐานอยู่ ณ วงเวียนใหญ่ กรุงธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๙ ตัวอนุสาวรีย์สูง ๘.๕๙ เมตร กว้าง ๑.๘ เมตร ยาว ๓.๕๐ น. ด้วยรูปหล่อทองสัมฤทธ์บรมรูปทรงม้า ทรงพระมาลา ยกกรข้างขวาชูดาบ พร้อมที่จะเผชิญกับข้าศึกอย่างฉับพลัน เพื่อน้อมรำลึกถึงในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ทรงปรากฏกับอนุชนรุ่นหลังสืบต่อมา โดยถือกำหนดเอาวันที่ ๒๘ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันถวายบังคมราชสักการะคล้าย “วันปราบดาภิเษก” เสด็จขึ้นเสวยราชย์ฯ
ดังนั้น ในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงกำหนดรัฐพิธีเป็นทางการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดชฯ (สมเด็จพระภัทรมหาราช) ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากรพะที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระราชนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๐ นาที ทรงวางพวงมาลา แล้วทรงจุดธูปเทียนถวายเครื่องราชสักการะต่อองค์อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระผู้ทรงมีคุณาคุณแก่ประเทศชาติไทยอย่างใหญ่หลวง สืบเนื่องมาจนตราบเท่าปัจจุบัน
ณ ใต้แท่นฐานอนุสาวรีย์พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ มีข้อความจารึกปรากฏว่า
“ ... อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระบรมราชกฤดาภินิหารแห่งสมเด็จพระเจาตากสินมหาราชพระองค์ผู้เป็นมหาวีรบุรุษของชาติประสูติ พ.ศ. ๒๒๗๗ สวรรคต พ.ศ. ๒๓๒๕รัฐบาลไทยพร้อมด้วยพระชาชนชาวไทยได้ร่วมสร้างขึ้นประดิษฐานไว้เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๗เพื่อเตือนใจให้ประชาชนชาวไทยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงเพียรทรงพยายามปราบอริราชศัตรู กอบกู้เอกราชของชาติไทยให้กลับคืนดำรงอิสรภาพสืบมา ...”
ความเข้าใจ “วันปราบดาภิเษก”๑) วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุล นพศก จ.ศ. ๑๑๒๙ ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๓๑๐๒) วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด สัมฤทธิ์ศก จ.ศ. ๑๑๓๐ ตรงกับวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๓๑๑๓) วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด สัมฤทธิ์ศก จ.ศ. ๑๑๓๐ ตรงกับวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๓๑๑ความเข้าใจส่วนใหญ่ (๘ ใน ๑๐) ชี้ชัดว่า เป็นวันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด สัมฤทธิ์ศก จุลศักราช ๑๑๓๐ ตามข้อมูลลำดับที่ ๒ แต่หลังจากมีการลำดับเหตุการณ์ความเป็นไปในพงศาวดาร ได้มีผู้ค้นคว้าแสดงความเห็นแตกต่างกันว่า ควรจะเป็น ปี จ.ศ. ๑๑๒๙ (พ.ศ. ๒๓๑๐) มากกว่าปี จ.ศ. ๑๑๓๐ (พ.ศ. ๒๓๑๑) ด้วยเหตุผลดังนี้๑) กรุงศรีอยุธยาฯ สิ้นราชธานี เมื่อเดือน ๕ ปีกุน นพศก จ.ศ. ๑๑๒๙ พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชคืนได้ ในเวลาเพียง ๗ เดือน คือ เมื่อเดือน ๑๒ (วันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุน นพศก จุลศักราช ๑๑๒๙ ตรงกับวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๐) และอีกหนึ่งเศาต่อมา พระองค์ทรงปราบดาภิเษกขึ้น เป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน (ไม่ใช่ปีชวด เพราะว่าเดือนอ้าย ยังคงอยู่ในรอบปีนักษัตรของปีกุน) นพศก (ไม่ใช่สัมฤทธิศก เพราะยังอยู่ในปีเดิม) จ.ศ. ๑๑๒๙ (ไม่ใช่ จ.ศ. ๑๑๓๐ เพราะรอบเวลาของปีนักษัตร ยังคงเป็นปีกุน) ฉะนั้น ยังคงเป็นศกเดิม ๑๑๒๙ ไม่ใช่ศกใหม่ จ.ศ. ๑๑๓๐) ดังนั้น วันเดือนปีทางจันทรคติ จึงควรอ่านได้ว่า วันปราบดาภิเษก คือ วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน นพศก จุลศักราช ๑๑๒๙ ไม่ใช่ วันพุธ แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด สัมฤทธิ์ศก จ.ศ. ๑๑๓๐ เช่นเดียวกัน วันเดือนปีทางสุริยคติ จุงสมควรอ่านได้ว่า วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๐ (ไม่ใช่ปี พ.ศ. ๒๓๑๑)๒) ความเห็นในมุมกลับกัน หากวันปราบดาภิเษกเป็น วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ (จ.ศ. ๑๑๓๐) ก็เท่ากับว่า วันเดือนปีขัดแย้งกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ จากหนังสือของบรมครู มักกล่าวไว้ว่า หลังจากพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ยังต้องทรงใช้ระยะเวลาหนึ่งในการต่อสู้แก้ไขปัญหาปากท้อง ความยากจนข้นแค้น บรรเทาทุกข์ บำรุงสุข รักษาขวัญกำลังใจ ให้แก่ราษฏร์ของพระองค์ เนื่องจากบ้านเมืองได้รับการเผาผลาญเสียหายแทบไม่มีชิ้นดี ในขณะเดียวกันต้องทรงตระเตรียมเสบียงอาหารจัดกองทัพช้าง และม้า เพื่อไปปราบเจ้าชุมนุมต่างๆ ที่แข็งข้ออยู่ในขณะนั้น ฉะนั้น หากพระองค์เถลิงราชย์ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๓๑๑ ก็หมายความว่า พระองค์ทรงเหลือเวลาเพียง ๓ วัน ก็จะขึ้นศกใหม่ เป็นปี พ.ศ. ๒๓๑๒ และเวลาเพียง ๓ วัน คงจะไม่เอื้อำนวยให้พระองค์ทรงกระทำในเหตุการร์ต่างๆ ตามที่ได้กล่าวมา และประการสำคัญ เหตุการณ์เหล่านี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ คาบเกี่ยวกับปี พ.ศ. ๒๓๑๑ (ไม่ใช่ปี พ.ศ. ๒๓๑๑ คบเกี่ยวกับปี พ.ศ. ๒๓๑๒)๓) มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ “ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เขียนโดย ท่านพลตรี จรรยา ประชิตโรมรัน ท่านระบุชี้ชัด ในที่หน้า ๕๘-๖๒ ว่า “ ... เป็นปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ขึ้นครองราชย์ ... ตรงกับพงศาวดารพม่า กล่าวไว้ว่า พระเจ้ากรุงอังวะ เมื่อพม่าได้โปรดให้แมงกี้มานหญ่า (พระยาทวาย) เกณฑ์กำลังพลเข้ามาทางไทรโยค ในช่วงฤดูแล้ง ปลายปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ครั้นมาถึงบ้านบางกุ้ง เห็นค่ายทหารจีนของพระยาตากสิน จึงสั่งให้กำลังพลของตนเข้าไปโอบล้อมไว้ ...”
อาศัยเหตุดังกล่าวมา “ วันปราบดาภิเษก” ควรจะเป็นวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๐
ประโยชน์มวลกุศลทุกประการ อันจะก่อเกิดพึงมีจากสาระนี้ ขอน้อมถวายเป็นพระกุศลเจริญญาณพระบารมี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตลอดจนพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ผู้เอกอัครพุทธศาสนูปภัมภกทุก ๆ พระองค์ น้อมบูชาพระโบราณจารย์ ผู้บริหารพระพุทธศาสนา จนถึงปัจจุบันสมัย และยังผลสู่ลูกหลานบริวารทุกๆ ดวงจิต ทุกๆ ดวงวิญญาณ ในพระองค์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เบื่อชีวิต

หลายครั้ง...
ที่เหนื่อยหน่ายกับชีวิต
แต่สุดท้ายชีวิตก็ยังต้องอยู่
เพื่อคนที่ฉันรักต่อไป
คุณค่าของชีวิตคือ การอยู่เพื่อคนที่เรารัก
และสุดท้ายก็เพื่อตัวตนที่แท้จริงของเราเอง
รักเสมอ...ตลอดไป