วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

ทางม้าทางโค

ทางม้าทางโค

ปริพาชก...แปลว่าผู้จาริกไป ที่พอรู้จักจากพุทธประวัติ น่าจะไม่ใช่นักบวช เจอหน้าผู้รู้สำนักไหน ก็มักตั้งปุจฉา และวิสัชนา เหมือนนักโต้วาที เอาแพ้เอาชนะกันไปเรื่อยๆ
ก่อนพุทธกาล สำนักสัญชัยปริพาชก เป็นสำนักใหญ่ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ศิษย์เอกสองคนเป็นเพื่อนรักกัน คนแรก ชื่ออุปติสสะ คนที่สองชื่อโกลิตะเพื่อนสองคนนี้ เป็นลูกผู้ดีมีเงิน สมัยนี้คงอยู่ในข่ายไฮโซ เรียนวิชาโต้วาทีจนเจนจบจากสำนักสัญชัย แล้วก็รู้ว่า ยังไม่ใช่วิชาที่ดีที่สุด ปรึกษากันว่า ถ้าเจออาจารย์สำนักไหนมีวิชาดีกว่า จะมาบอกกันอุปติสสะ เจอพระอัสสชิ ปัญจวัคคีย์องค์สุดท้าย...ฟังคำสอนย่อๆ แต่แหลมคมทะลุหัวใจ สิ่งใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับแห่งธรรมนั้น...ก็แน่ใจว่า...ใช่แล้วบอกโกลิตะเพื่อนยังไม่พอ ชวนกันไปหา พระอาจารย์สัญชัย บอกตรงๆว่า เจออาจารย์ที่สอนให้บรรลุถึงความหลุดพ้น จึงอยากชวนพระอาจารย์ไปแสวงหาความหลุดพ้นด้วยกัน"อุปติสสะ จะให้ฉันทิ้งสำนักไปได้ยังไง?" พระอาจารย์ตกใจ "ลูกศิษย์ลูกหาสำนักเรามีอยู่ก็มาก ถ้าเธอเลื่อมใสพระพุทธเจ้าจริง จะไปก็ไปเถิด แต่ฉันไม่ไปด้วย"อย่าลืมทีเดียวบทสนทนาต่อไปนี้ ระดับอาจารย์สำนักโต้วาทีหนึ่งเดียวในแผ่นดิน"ท่านอาจารย์ จะอยู่ไปทำไม ชาวบ้านไม่ว่าที่ไหนๆ เขาก็พากันเลื่อมใส แห่กันไปหาพระพุทธเจ้ากันทั้งนั้น" อุปติสสะปล่อยไม้ตาย "ถ้าใครต่อใคร เขาพากันไปเสียหมด จะมีใครอยู่ในสำนักอาจารย์ต่อไปอีก" "เธอแน่ใจอย่างนั้นหรือ?" พระอาจารย์สัญชัยย้อนถาม "ถ้าเธอแน่ใจ ตอบคำถามฉันก่อนในโลกนี้ คนฉลาดมาก หรือคนโง่มาก""คนโง่มากกว่า แน่นอนขอรับ" อุปติสสะตอบทันที"ถูกของเธอ อุปติสสะ" พระอาจารย์สัญชัยพูดไปยิ้มไปเหมือนได้ที "เป็นธรรมดา ที่คนฉลาดย่อมต้องไปหาคนฉลาด คนโง่ย่อมต้องไปหาคนโง่ เหมือนฝูงโค ก็ย่อมจะไปอยู่รวมกับโค ฝูงม้าก็ย่อมจะไปอยู่รวมกับม้าอุปติสสะ โกลิตะ เธอสองคนเป็นคนฉลาด มีสติปัญญา ควรแล้วที่จะพากันไปสำนักพระสมณโคดม ส่วนคนที่เหลือนอกนั้น เป็นคนโง่ จะเป็นไรไป เมื่อเขาจะมาสำนักเราเมื่อเป็นเช่นนั้น สำนักเราก็คงจะยังหนาแน่นด้วยผู้คน ไม่ว่างเปล่าให้เธอต้องเป็นห่วง"ก็เป็นอันว่า โวหารระดับพระอาจารย์ปริพาชกสัญชัยเอาชนะสองศิษย์เอก ยอมให้สองศิษย์เอกลาไปเป็นศิษย์พระพุทธเจ้าได้ โดยไม่ต้องพ่วงอาจารย์ไปด้วยสองศิษย์ปริพาชกที่ว่านี้
ต่อมา...ชาวพุทธเรารู้จักกันดี ในชื่อ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกขวาและซ้ายของพระพุทธเจ้าพุทธประวัติช่วงนี้
มีประเด็นให้คิดกันไม่น้อยนะครับ โคก็ย่อมจะไปรวมอยู่ในฝูงโค ม้าก็ย่อมไปรวมอยู่ในฝูงม้า คนโง่ก็ต้องอยู่ในหมู่คนโง่ คนฉลาดก็ต้องไปหาคนฉลาดทุกคนที่เกิดมา เลือกทางเดินของตัวเอง ห้ามกันไม่ได้ ทางใคร ก็ทางมันเรื่องใครโง่ใครฉลาด ใครดีใครชั่ว ในสถานการณ์หน้าสิ่ว หน้าขวาน คงไม่พูดกัน ห่วงกันอยู่เรื่องเดียว เรื่องจะจบแบบไหน โดยไม่ให้เลือดนองแผ่นดิน.

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

“ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เชิญเถิด ยสะ เชิญมาทางนี้ เราจักแสดงธรรมให้เธอฟัง”

ประวัติแห่งพระยสะ
นำเสนอโดย...พระมหาบุญโฮม ปริปุณฺณสีโล (ไชยฤทธิ์)

พระยสะนั้น เป็นบุตรเศรษฐีในเมืองพาราณสี เป็นผู้บริบูรณ์มีเรือน ๓ หลังเป็นที่อยู่ใน ๓ ฤดู ครั้งหนึ่ง เป็นฤดูฝน ยสกุลบุตรอยู่ในปราสาทเป็นที่อยู่ในฤดูฝน บำเรอด้วยดนตรีล้วนแต่สตรีประโคม ไม่มีบุรุษเจือปน.
ค่ำวันหนึ่ง ยสกุลบุตรนอนหลับก่อนหมู่ชนบริวารหลับต่อภายหลัง แสงไฟตามสว่างอยู่ ยสกุลบุตรตื่นขึ้น เห็นหมู่ชนบริวารนอนหลับ มีอาการพิกลต่าง ๆ บางนางมีพิณตกอยู่ที่รักแร้ บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ บางนางมีเปิงมางตกอยู่ ณ อก บางนางสยายผม บางนางมีเขฬะไหล บางนางบ่นละเมอต่าง ๆ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีเหมือนก่อน ๆ หมู่ชนบริวารนั้นปรากฏแก่ยสกุลบุตร ดุจซากศพที่ทิ้งอยู่ในป่าช้า.
ครั้นยสกุลบุตรได้เห็นแล้ว เกิดความสลดใจคิดเบื่อหน่าย ออกอุทาน (วาจาที่เปล่งด้วยอำนาจความสลดใจ) ว่า
"ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ "
ยสกุลบุตรรำคาญใจ จึงสวมรองเท้าเดินออกจากประตูเรือนไปแล้ว ออกประตูเมืองตรงไปในทางที่จะไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เวลานั้นจวนใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ทรงได้ยินเสียงยสกุลบุตรออกอุทานนั้น เดินมายังที่ใกล้ จึงตรัสเรียกว่า
"ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านมาที่นี่เถิด นั่งลงเถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน"
ยสกุลบุตรได้ยินอย่างนั้นแล้ว คิดว่า ได้ยินว่า ที่นี่ไม่วุ่นวายที่นี่ไม่ขัดข้อง จึงถอดรองเท้าเสีย เข้าไปใกล้ไหว้แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพีกถา คือถ้อยคำที่ กล่าวโดยลำดับ พรรณนาทานการให้ก่อนแล้ว พรรณนาศีลความรักษากายวาจาเรียบร้อยเป็นลำดับแห่งทาน พรรณนาสวรรค์ คือกามคุณที่บุคคลใคร่ซึ่งจะพึงได้พึงถึงด้วยกรรมอันดี คือทานและศีลเป็นลำดับแห่งศีล พรรณนาโทษ คือความเป็นของไม่ยั่งยืน และประกอบด้วยความคับแค้นแห่งกามอันได้ชื่อว่าสวรรค์นั้น เป็นลำดับแห่งสวรรค์ พรรณนาอานิสงส์แห่งความออกไปจากกาม เป็นลำดับแห่งโทษของกาม ฟอกจิตยสกุลบุตร ให้ห่างไกลจากความยินดีในกามควรรับพระธรรมเทศนาให้เกิดธรรมจักษุ เหมือนผ้าที่ปราศจากมลทินควรรับน้ำย้อมได้ฉะนั้น แล้วจึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระองค์ยกขึ้นแสดงเอง คืออริยสัจ ๔ อย่าง คือทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิด เหตุให้ทุกข์ดับ และข้อปฏิบัติเป็นทางให้ถึงความดับทุกข์
ยสกุลบุตรได้เห็นธรรมพิเศษ ณ ที่นั้นแล้ว ภายหลังพิจารณาภูมิธรรมที่ตนได้เห็นแล้ว จิตพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน. ฝ่ายมารดาของยสกุลบุตร เวลาเช้าขึ้นไปบนเรือน ไม่เห็นลูกจึงบอกแก่เศรษฐีผู้สามีให้ทราบ เศรษฐีให้คนไปตามหาใน ๔ ทิศส่วนตนออกเที่ยวหาด้วย เผอิญเดินไปในทางที่ไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ได้เห็นรองเท้าของลูกตั้งอยู่ ณ ที่นั้นแล้ว ตามเข้าไปถึงที่พระศาสดาประทับอยู่กับยสกุลบุตร. พระศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ให้เศรษฐีเห็นธรรมแล้ว
เศรษฐีทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนา แล้วแสดงตนเป็นอุบาสก ข้าพเจ้าถึงพระองค์กับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นที่ระลึก ขอพระองค์ทรงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เศรษฐีนั้น ได้เป็นอุบาสกอ้างพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ครบทั้ง ๓ เป็นสรณะก่อนกว่าชนทั้งปวงในโลก.
ในตอนนี้ พระคันถรจนาจารย์กล่าวความว่า ในขณะที่เศรษฐีผู้บิดายสกุลบุตรเข้าไปอยู่ ทรงบันดาลด้วยอิทธาภิสังขาร คือฤทธิ์ที่แต่งขึ้น ไม่ให้บิดากับบุตรเห็นกัน ต่อทรงแสดงธรรมเทศนาจบ ยสกุลบุตรพิจารณาภูมิธรรมอันตนได้เห็นแล้ว บรรลุพระอรหัตและเศรษฐีผู้บิดาได้บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว จึงทรงคลายอิทธาภิสังขารนั้นให้บิดากับบุตรเห็นกัน. เศรษฐีผู้บิดายังไม่ทราบว่ายสกุลบุตรมีอาสวะสิ้นแล้ว จึงบอกความว่า พ่อยสะ มารดาของเจ้า เศร้าโศกพิไรรำพันนัก เจ้าจงให้ชีวิตแก่มารดาของเจ้าเถิด.
ยสกุลบุตรแลดูพระศาสดา ๆ ตรัสแก่เศรษฐีว่า คฤหบดี ท่านจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน แต่ก่อนยสะได้เห็นธรรม ด้วยปัญญาอันรู้เห็นเป็นของเสขบุคคล๑เหมือนกับท่าน ภายหลัง ยสะพิจารณาภูมิธรรมที่ตนได้เห็นแล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะมิได้ถือมั่นด้วยอุปาทาน ควรหรือยสะจะกลับคืนไปบริโภคกามคุณเหมือนแต่ก่อน. ไม่อย่างนั้นพระเจ้าข้า เป็นลาภของพ่อยสะแล้วความเป็นมนุษย์ พ่อยสะได้ดีแล้ว ขอพระองค์กับพ่อยสะเป็นสมณะตามเสด็จ จงทรงรับบิณฑบาตของข้าพเจ้าในวันนี้เถิด. พระศาสดาทรงรับด้วยนิ่งอยู่. เศรษฐีทราบว่าทรงรับแล้ว ลุกจากที่นั่งแล้ว ถวายอภิวาทแล้ว ทำประทักษิณ๑แล้วหลีกไป.
เมื่อเศรษฐีไปแล้วไม่ช้า ยสกุลบุตรทูลขออุปสมบท. พระศาสดาทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วย พระวาจาว่า มาเถิดภิกษุ ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด ในที่นี้ไม่ตรัสว่า เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบ เพราะพระยสะได้ถึงที่สุดทุกข์แล้ว. สมัยนั้น มีพระอรหันต์ขึ้นในโลกเป็น ๗ ทั้งพระยสะ.
ในเวลาเช้าวันนั้น พระศาสดากับพระยสะตามเสด็จ ๆ ไปถึงเรือนเศรษฐีนั้นแล้ว ทรงนั่ง ณ อาสนะที่แต่งไว้ถวาย. มารดาและภริยาเก่าของยสะเข้าไปเฝ้า พระองค์ทรงแสดงอนุปุพพีกถาและอริยสัจ ๔ ให้สตรีทั้ง ๒ นั้นเห็นธรรมแล้ว สตรีทั้ง ๒ นั้นทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาแล้ว แสดงตนเป็นอุบาสิกา ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะโดยนัยหนหลัง ต่างแต่เป็นผู้ชายเรียกอุบาสก เป็นผู้หญิงเรียกว่า อุบาสิกา เท่านั้น สตรีทั้ง ๒ นั้นได้เป็นอุบาสิกาขึ้นในโลกกว่าหญิงอื่น. ครั้นถึงเวลา มารดาบิดา และภริยาเก่าแห่งพระยสะ ก็อังคาสพระศาสดาและพระยสะด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยเคารพด้วยมือของตน ครั้นฉันเสร็จแล้ว พระศาสดาตรัสพระธรรมเทศนาสั่งสอนชนทั้ง ๓ ให้เห็น ให้สมาทาน ให้อาจหาญให้รื่นเริงแล้ว เสด็จกลับไปป่าอิสิปตนมฤคทายวัน.
ฝ่ายสหายของพระยสะ ๔ คน ชื่อวิมละ ๑ สุพาหุ ๑ ปุณณชิ ๑ควัมปติ ๑ เป็นบุตรแห่งเศรษฐีสืบ ๆ มาในเมืองพาราณสี ได้ทราบ ข่าวว่ายสกุลบุตรออกบวชแล้ว จึงคิดว่า ธรรมวินัยที่ยสกุลบุตรออกบวชนั้นจักไม่เลวทรามแน่แล้ว คงเป็นธรรมวินัยอันประเสริฐ ครั้นคิดอย่างนั้นแล้ว พร้อมกันทั้ง ๔ คน ไปหาพระยสะ ๆ ก็พาสหาย ๔ คนนั้นไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอให้ทรงสั่งสอน พระองค์ทรงสั่งสอนให้กุลบุตรทั้ง ๔ นั้นเห็นธรรมแล้ว ประทานอุปสมบทอนุญาตให้เป็นภิกษุแล้ว ทรงสั่งสอนให้บรรลุพระอรหัตตผล. ครั้งนั้น มีพระอรหันต์ขึ้นในโลก ๑๑ พระองค์.
ฝ่ายสหายของพระยสะอีก ๕๐ คน เป็นชาวชนบท ได้ทราบข่าวนั้นแล้ว คิดเหมือนหนหลัง พากันมาบวชตามแล้ว ได้สำเร็จพระอรหัตตผลด้วยกันสิ้นโดยนัยก่อน บรรจบเป็นพระอรหันต์ ๖๑ องค์. พระยสะและพระสหายเหล่านี้ พระศาสดาทรงส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา ในคราวแรก พร้อมด้วยพระปัญจวัคคีย์ ตั้งแต่นั้นมาไม่ปรากฏอีก ไม่มีนามในจำพวกพระมหาสาวกอันพระศาสดาทรงยกย่องในที่เอตทัคคะ ชะรอยจะนิพพานสาบศูนย์เสียในคราวไปประกาศพระศาสนานั่นเอง.
หนังสืออ้างอิง.-
-ธรรมสภา,อสีติมหาสาวก๘๐พระอรหันต์,ฉบับจัดพิมพ์เป็นธรรมทานในมงคลวาระคล้ายวันเกิด คุณอำพัน-คุณสุมารัตน์ วิประกาษิต,กรุงเทพฯ, ๒๕๔๘, -บุญโฮม ปริปุณฺณสีโล(ไชยฤทธิ์),พระมหา,คู่มือเรียนนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นโท, ฉบับพิมพ์โรเนียวเย็บเล่ม, สำนักศาสนศึกษาวัดท่าไทร จ.สุราษฎร์ธานี, ๒๕๓๕ -บุญโฮม ปริปุณฺณสีโล(ไชยฤทธิ์),พระมหา,ปัญหาและเฉลยสำหรับนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นโท, ฉบับพิมพ์โรเนียวเย็บเล่ม, สำนักศาสนศึกษาวัดท่าไทร จ.สุราษฎร์ธานี, ๒๕๓๕ -ศูนย์พระสงฆ์นักเผยแผ่ธรรมะเพื่อพัฒนาสังคม,คู่มือธรรมศึกษาชั้นโท, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ.๒๕๔๗,โรงพิมพ์เอกพิมพ์ไท จำกัด,กรุงเทพฯ,๒๕๔๗

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

คำอธิษฐานในการทำบุญในโอกาสต่างๆ


ตั้งนโม 3 จบ
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ
ข้าพเจ้า ขอตั้งจิต อธิษฐาน
ขอพบพาน พระพุทธ ศาสนา
ด้วยผลบุญ ตายไป ให้เกิดมา
พบศีลทาน ภาวนา ทุกชาติไป
เป็นมนุษย์ ได้คบหา กัลยาณมิตร
มีปัญญา รู้ถูกผิด จิตเลื่อมใส
ดำรงมั่น ศรัทธา พระรัตนตรัย
น้อมกายใจ เข้าถึง ซึ่งนิพพาน
เดินตามองค์ พระศาสดา อริยสัจจ์
ปฏิบัติ ตามมรรคา อรหันต์
อนาคา สกิทา โสดาบัน
พรหมจรรย์ จงสมหวัง ดั่งใจเทอญ
********************************************************************
ก.อุตตมปัญโญ
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

***...พระคาถาแก้วสารพัดนึก หลวงปู่โต๊ะ...***

พระคาถาแก้วสารพัดนึก พระราชสังวราภิมณฑ์(หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวรรณโณ)
ฉบับพระวิโรจน์ญาณวงศ์ วัดประดู่ฉิมพลี
จัดดอกไม้ จุดธูปเทียนบูชาแล้วอธิษฐานจิตให้ผ่องใสเกิดสมาธิ
ตั้งนะโมสามจบ
ตามด้วยบทไตรสรณาคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
(คำสวด) นะโม เม สัพพะพุทธานัง
อุปปันนานัง มะเหสินัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร
เมธังกะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหิโต
ทีปังกะโร ชุตินธะโร
โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข
มังคะโล ปุริสาสะโภ
สุมะโน สุมะโน ธีโร
เรวะโต ระติวัฑฒะโน
โสภิโต คุณะสัมปันโน
อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุโม โลกะปัชโชโต
นาระโท วะระ สาระถี
ปะทุมุตตะโร สัตตะสาโร
สุเมโธ อัปปะฎิปุคคะโล
สุชาโต สัพพะ โลกัคโค
ปิยะทัสสี นะราสะโภ
อัตถะทัสสี การุณิโก
ธัมมะทัสสี ตะโมนุโท
สิทธัตโถ อะสะโม โลเก
ติสโส จะ วาทะตัง วะโร
ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ
วิปัสสี จะ อะนูปะโม
สิขี สัพพะหิโต สัตถา
เวสสะภู สุขะทายะโก
กะกุสันโธ สัตถะวาโห
โกนาคะมะโน ระณัญชะโห
กัสสะโป สิริสัมปันโน
โคตะโม สักยะปุงคะโว
*พุทโธ สัพพัญญุตะญาโณ
มหาชนานุ กัมปะโก
ธัมโม โลกุตตะโร วะโร
สังโฆ มังคะผะลัฎโฐ จะ
อินทะสุวัณณะ ปารมี เถโร
อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง
เอตัสสะ อานุภาเวนะ
สัพพะทุกขา อุปัททะวา
อันตะรายา จะ นัสสันตุ
ปุญญะลาภะ มะหาเตโช
สิทธิกิจจัง สิทธิลาโภ
สัพพะ โสตภี ภะวันตุเม ติ
* สวด ๓,๗ หรือ ๙ จบ
################################
ฉบับของวัดถ้ำสิงโตทอง (วัดหลวงปู่โต๊ะ) อ.จอมบึง จ.ราชบุรีจักดอกไม้ จุดธูป เทียน บูชา แล้วอธิษฐานจิตให้ผ่องใส เกิดสมาธิตั้งนะโม ๓ จบ ตามด้วย พุทธัง ธัมมัง สังฆัง คัจฉามิ

นะโม เม สัพพะพุทธานัง
อุปปันนานัง มะเหสินัง
ตัณหังกะโร มะหาวีโร
เมธังกะโร มะหายะโส
สะระณังกะโร โลกะหิโต
ทีปังกะโร ชุตินธะโร
โกณฑัญโญ ชะนะปาโมกโข
มังคะโล ปุริสาสะโภ
สุมะโน สุมะโน ธีโร
เรวะโต ระติวัฑฒะโน
โสภิโต คุณะสัมปันโน
อะโนมะทัสสี ชะนุตตะโม
ปะทุโม โลกะปัชโชโต
นาระโท วะระ สาระถี
ประทุมุตตะโร สัตตะสาโร
สุเมโธ อัปปะฏิปุคคะโล
สุชาาโต สัพพะโลกัคโค
ปิยะทัสสี นะราสะโภ
อัตถะทัสสี การุณิโก
ธัมมะทัสสี ตะโมนุโธ
สิทธัตโถ อะสะโม โลเก
ติสโส จะ วะทะตัง วะโร
ปุสโส จะ วะระโท พุทโธ
วิปัสสี จะ อะนูปะโม
ลิขี สัพพะหิโต สัตถา
เวสสะภู สุขะทายะโก
กะกุสันโธ สัตถะวาโห
โกนาคะมะโน ระณัญชะโห
กัสสะโป สิริสัมปันโน
โคตะโม สักยะปุงคะโว
ธัมโม โลกุตตะโร วะโร
สังโฆ มัคคะผะลัฏโฐ จะ
อินทะสุวัณณะ เถโร จะ
อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง
เอตัสสะ อานุภาเวนะ
สัพพะทุกขา อุปัททะวา
อันตะรายา จะ นัสสันตุ
ปุญญะลาภะ มะหาเตโช
สิทธิกิจจัง สิทธิลาโภ
สัพพะ โสตถี ภะวันตุ เม ติ
สวด ๓ , ๗, หรื่อ ๙ จบพุทธศาสนสุภาษิต
อยากเป็นเศรษฐีมีสมบัติ
จงทำบุญให้ทาน
อยากเป็นคนสวยดุจนางงามจักรวาล
จงรักษาศีล
อยากเป็นผู้มียศยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน
จงเจริญสมาธิ
**********************************************

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตสวัตตี



สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตสวัตตี... สวรรค์ชั้นที่ ๖ อันเป็นชั้นสูงสุดในบรรดาสวรรค์ ชื่อ ปรนิมมิตสวัตตีมีวิมานทองทอง วิมานแก้ว วิมานเงิน เป็นปราสาทที่สง่าภูมิฐาน ตระหง่านอยู่ทั่วไปบนภาคพื้นที่ลาดด้วยแก้ว ๗ ประการ ประกอบด้วยสวนทิพย์อุทยานอันวิจิตร และสระโบกขรณีที่พักผ่อนหย่อนใจ อันยิ่งใหญ่โอฬาริกยิ่งกว่าชั้นใดทั้งหมด เทพเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้ มีคุณสมบัติพิเศษยิ่งกว่าเทพเจ้าบนสวรรค์ชั้นอื่น ๆ คือเสวยกามคุณอารมณ์โดยเทวดาอื่นรู้ความต้องการแล้วเนรมิตให้ กล่าวคือ เมื่อเกิดความต้องการ ไม่จำเป็นต้องบันดาลให้เป็นไปด้วยตนเอง จะมีเทวดาองค์อื่นรู้และเนรมิตให้โดยทันทีและเป็นสุขสมบัติที่ประเสริฐประณีต น่าประทับใจกว่าเทวดาชั้นอื่นใด จึงมีนามว่าสวรรค์ชั้น ปรนิมมิตสวัตตี นอกจากสมบัติทิพย์และคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่เทพเจ้าเหล่าชาวฟ้าอยู่ในชั้นที่ ๖ นี้ได้รับแล้ว ผู้ที่อยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ยังแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ายด้วยกันคือ ฝ่ายเทวดา มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ นามว่า "ท้าวปรนิมมิตเทวราช" เป็นผู้ปกครองเหล่าเทพเจ้าทั้งหลาย ให้ได้รับความรื่นเริงสำราญโดยทั่วหน้า ฝ่ายมาร บนสวรรค์ชั้นนี้ มีหมู่มารผู้บุญหนักศักดิ์ใหญ่ บังเกิดเสวยทิพยสมบัติอยู่ด้วยอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมี ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช เป็นผู้ปกครองหมู่มารทั้งหลายให้ได้รับความสุขสำราญ ตามควรแต่บุญกรรมของตน อย่างไรก็ดี แม้ว่าบนสวรรค์ชั้นนี้จะมีถึง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายเทวดา กับฝ่ายมาร ก็เป็นการแบ่งแยก โดยมีเขตแดนกั้นกันโดยเด็ดขาด แต่ละฝ่ายไม่สามารถจะไปมาหาสู่หรือไปรบกวนกันได้ไม่ ต่างฝ่ายต่างเสวยสุขสมบัติ ณ ทิพยวิมานของตนด้วยความสุข อันปราณีตยิ่งล้นกว่าสวรรค์ชั้นฟ้าอื่น ๆ
ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช เป็นปัญหาที่น่าขบคิดว่า เหตุใดบนสวรรคค์ชั้นสูงสุดจึงมีมารมาบังเกิดร่วมชั้นกับเทวดาอย่างนี้ เพื่อให้ช่วยเป็นที่กระจ่างชัดสำหรับปัญหานี้ ขอนำเรื่องราวของท้าวปรนิมมิตตสวัตตีมาราธิราช มาเล่าสู่กันฟังดังต่อไปนี้ ท้าวปรนิมมิตสวัตตีมาราธิราช ผู้เป็นใหญ่ปกครองหมู่มารบนสวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้ แท้ที่จริงเป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้บำเพ็ญบารมีมา เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตองค์หนึ่ง โดยสมัยพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ พญามารผู้นี้เกิดเป็นมนุษย์ นามว่า โพธิ์อำมาตย์ ดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดี ของ พระเจ้ากิงกิสสะมหาราช เป็นที่ไว้วางพระทัยมาก และพระเจ้ากิงกิสสะมหาราชเอง เป็นผู้มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา วันหนึ่ง ทรงทราบว่าพระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติ เสวยวิมุตติสุขอยู่ครบ ๗ วัน ณ ภายใต้ต้นไทรใหญ่ และใกล้จะออกจากนิโรธสมาบัติอยู่แล้ว ทรงดำริว่า "ขณะที่พระพุทธเจ้า เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ ถ้าผู้ใดได้ถวายทาน จักบังเกิดผลานิสงส์ ผลบุญล้ำเลิศมาก บัดนี้เราจักถวายทานแด่พระองค์ โดยไม่ให้ใครอื่นเกี่ยวข้องด้วย" ครั้นแล้ว จึงประกาศแก่ชาวเมืองว่า "ถ้าคนใด ไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนเรา เราจักลงอาญาแก่ผู้นั้น" เมื่ออกประกาศดังนั้น ก็ให้กองรักษาการณ์ที่ใกล้ต้นไทรใหญ่ บริเวณที่พระพุทธองค์ทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่ หากผู้ใดล่วงละเมิดพระดำรัส ให้จับตัวประหารชีวิตเสียทันที โพธิ์อำมาตย์เสนาบดี แม้จะทราบประกาศของพระเจ้ากิงกิสสะมหาราชดังนั้น ก็ยังมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถวายทานแก่พระพุทธองค์ โดยไม่กลัวว่าจะถูกประหาร พอรุ่งเช้าเขาพร้อมด้วยภรรยาก็ถือไทยทานของตนรวม ๒ ห่อ ตรงไปยังบริเวณไทรใหญ่พวกทหารรักษาการณ์เห็นดังนั้นก็วิ่งออกมาบอกว่า "ท่านเสนาบดี ขอได้โปรดอย่าเข้าไปเลย พระเจ้าเหนือหัวสั่งห้าม มิให้ใครเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อนพระองค์เป็นอันขาด มิฉะนั้นต้องถูกประหารชีวิต" เสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็คิดว่า ถ้าเราจะแกล้งบอกแก่พวกทหารเหล่านี้ว่า พระเจ้าเหนือหัวให้เรามาอาราธนาพระพุทธเจ้าเข้าไปในวัง ก็จะได้อยู่ แต่เราไม่ควรจะมดเท็จเช่นนั้น เพราะเราตั้งใจจะถวายทานแด่พระพุทธองค์ เราควรบอกตามความจริงแม้จักตายก็ช่างมันเถิด ครั้นแล้ว เสนาบดีบอกทหารเหล่านั้นไปว่า "ไม่ต้องห้ามเราหรอก เราจักเข้าไปถวายทานแด่พระพุทธองค์" "ถ้าเช่นนั้น พวกเราก็มีความจำเป็นต้องจับท่านไปประหารชีวิต" ทหารรักษาการณ์ร้องบอกอีกครั้งหนึ่ง "ท่านเป็นอำมาตย์ผู้ใหญ่ มีความชอบในแผ่นดินมาก อย่าคิดสั้นยังงี้เลย จงหลีกไปเสียเถอะท่าน" "เราตั้งใจแล้ว ต้องทำให้ได้ พวกเจ้าจะจับเราไปประหารชีวิตก็เอาซี เราไม่กลัวหรอก" เสนาบดีบอกเท่านั้นเอง เหล่าทหารก็กรูกันเข้าจับเสนาบดีมัดมือไพล่หลัง นำไปถวายพระราชาโดยไม่รอช้า พระเจ้ากิงกิสสะมหาราช เมื่อทราบว่าเสนาบดีของพระองค์ฝ่าฝืนเสียเอง ก็ทรงพิโรธยิ่ง รับสั่งให้นำตัวไปตัดศีรษะทันที ฝ่ายพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระฌานว่า โพธิเสนาบดีมีศรัทธาแรงกล้า ยอมสละชีวิตเพื่อจะถวายทานแด่พระองค์ดังนั้น ก็ทรงพระกรุณาแก่เสนาบดีมาก จึงเนรมิตพระพุทธนิมิตให้สถิตแทนพระองค์ ในพระวิหารส่วนพระองค์เสด็จไป ณ สถานที่ประหารเสนาบดี โดยให้เห็นเฉพาะตัวเสนาบดีเท่านั้น "ดูก่อนเสนาบดี ท่านทำถูกแก้ว จงมีศรัทธามั่นเถิด อย่าได้อาลัยในชีวิต และไทยทานของท่านอยู่ที่ไหนจงถวายเราเถิด" เสนาบดีผู้น่าสงสาร เมื่อได้สดับพระดำรัสของพระพุทธองค์ดังนั้น ก็บังเกิดความเลื่อมใสสุดหัวใจ รีบนำเอาห่ออาหารของตน กับภรรยา น้อมเกล้าฯ เข้าถวายพระพุทธองค์โดยศรัทธาอย่างสุดซึ้ง และยังได้ตั้งความปรารถนาไว้ต่อพระบาทของพระองค์ว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่งแก่สรรพสัตว์ ชีวิตของข้าพระองค์ได้สละแล้วครั้งนี้ ด้วยอำนาจแห่งผลทานครั้งนี้ จงเป็นปัจจัยให้ข้าพระองค์ ได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับพระองค์ในอนาคตโน้นเถิด" พระกัสสปพุทธเจ้า ทรงมีพระกรุณายกพระหัตถ์ขึ้นลูบศรีษะเสนาบดี แล้วทรงพยากรณ์ว่า "ท่านปรารถนาสิ่งใด ขอสิ่งนั้นจงพลันสำเร็จเถิด ดูก่อนเสนาบดี สิ่งที่ท่านปรารถนานั้น ท่านจะได้รับผลสำเร็จ โดยอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เบื้องหน้าโน้น" จากนั้น... โพธิเสนาบดีก็ถูกประหารชีวิต ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต และจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต เวียนว่ายตายเกิดในวฏสงสารช้านาน มาในชาตินี้ได้บังเกิดเป็นพญามารในชั้นปรนิมมิตสวัตตี ด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ด้วย ในภายหลังมีจิตริษยาในพระพุทธโคดมของเรา ที่เสด็จมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนตน ทั้ง ๆ ที่ตนบำเพ็ญบารมีมามากพอสมควรเหมือนกัน จึงเฝ้าตามประจัญด้วยประการต่าง ๆ แต่มิได้ล่วงเกินทำบาปหนักแต่ประการใด
ต่อมา หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้วได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าธรรมาโศกราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีป ทรงมีศรัทธาอุตสาหะ สร้างพระสถูปเจดีย์ถึงแปดหมื่นสี่พันองค์ เพื่อบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ เป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เสร็จแล้วทรงปรารถนาจะทำการฉลองใหญ่ มีกำหนดถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ให้สมกับความตั้งใจของพระองค์ที่มีมาช้านาน และในการฉลองครั้งใหญ่นี้พระองค์ทรงเกรงว่า จะได้รับการรบกวนจากพญามาราธิราช ผู้มีฤทธิ์แรงกล้าและมีจิตริษยา ไม่อยากให้ศาสนาของพระพุทธโคดมเจริญรุ่งเรืองสืบไป พระเจ้าธรรมาโศกราชจึงอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ ให้ช่วยป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากพญามารครั้งนี้ ฝ่ายภิกษุทั้งหลายในสังฆมณฑล รู้ว่าตนเองไม่สามารถสู้พญามารได้ และมีพระเถระผู้ใหญ่องค์หนึ่งจำพระพุทธพยากรณ์ ไว้ว่า "มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า อุปคุตเถระ จักปราบมารให้ละพยศ แล้วจักปรารถนาพุทธภูมิ" กล่าวกันว่า พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว และชอบแผลงฤทธิ์ลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เนรมิตปราสาทล้วนแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ประดิษฐานในท้องมหาสมุทร นั่งเหนือรัตนบัลลังก์ เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุขอยู่ในท้องมหาสมุทร เป็นเวลาหลายวัน กระทั่งวันพุธเพ็ญกลางเดือน จึงออกจากสมาบัติ เหาะขึ้นบิณฑบาตในโลกมนุษย์ครั้งหนึ่ง แล้วก็กลับลงไปเข้าฌานสมาบัติ อยู่ในห้วงมหาสมุทรเช่นนั้นตลอดเวลา และ...ครั้งนี้เอง พระอุปคุตเถระถูกพระภิกษุสองรูปผู้ได้อภิญญาสมาบัติ ชำแรกมหาสมุทรลงมาถึงตัวท่านแจ้งโทษว่า "ดูก่อนท่านอุปคุต ตัวท่านนี้มิได้อยู่ร่วมอุโบสถสังฆกรรมกับสงฆ์เลย มาอยู่หาความสบายแต่ผู้เดียวควรที่สงฆ์จะลงทัณฑกรรมแก่ท่าน และบัดนี้คำสั่งจากสงฆ์ให้นำมาถึงท่าน ให้ท่านจงเป็นธุระป้องกันพญามารอย่าให้รบกวนงาน ฉลองพระสถูปเจดีย์ของพระเจ้าธรรมาโศกราชได้" พระเถระน้อมศีรษะรับคำสั่งของสงฆ์ โดยมิได้โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น ครั้นถึงวันเปิดงาน พระเจ้าธรรมาโศกราชเสด็จสู่ลานพระเจดีย์ และมีพระภิกษุสงห์เป็นจำนวนมากมาร่วมงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ขณะนั้นเอง พญาวสวัตตีมาร ผู้มีจิตริษยา อดใจไม่ได้ จึงลงมาจากสวรรค์ชั้นที่ ๖ แล้วบันดาลให้เกิดพายุใหญ่พัดมา หวังจะดับประทีปบูชา ซึ่งจุดสว่างไสวไปทั่วบริเวณงาน ฝ่าย พระอุปคุตเถระ ซึ่งคอยระวังอยู่ ครั้นเห็นเช่นนั้นก็บันดาลให้พายุใหญ่แห่งพญามารอันตรธานหายไปสิ้น "บ๊ะ! ใครวะมาบังอาจทำลายฤทธิ์ของข้า" พญามารตวาดลั่นขึ้นด้วยความเดือดดาล ครั้นเห็นพระอุปคุตเถระนั่งก้มหน้าอยู่บนธรรมาสน์หน้าอาสนสงฆ์ และเมื่อรู้ด้วยฤทธิ์ว่า พระเถระองค์นี้เองกล้าสู้เราจึงเปลี่ยนแผน แปลงร่างเป็นวัวกระทิงตัวใหญ่ เขาโง้งแหลมคมราวกับหอก พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ ตรงเข้าไปชนโรงพิธีให้แหลกลาญทันที พระเถระเห็นเช่นนั้น ก็มิได้รอช้า แปลงร่างเป็นเสือโคร่งลายพาดกลอนตัวใหญ่ โจนเข้าตะปบเจ้าวัวกระทิงด้วยเล็กเท้าอันแหลมคมทันที เล่นเอาเจ้าวัวกระทิงชะงัก และหันกลับมาหมายขวิดเสือโคร่ง ทั้งวัวกระทิงและเสือโคร่งฟาดฟันกันเป็นพัลวันอยู่ไม่กี่น้ำ วัวกระทิงก็โดนเสือตะปบ ล้มลงกองภาคพื้นทำท่าจะตายมิตายแหล่ แต่... เพียงชั่วอึดใจ มันก็กลายเป็นพญานาคเจ็ดเศียรพ่นไฟเข้าใส่หน้าเสือโคร่งใหญ่อย่างดุร้าย หมายเอาไฟเผาผลาญเสือโคร่งให้ไหม้เกรียมไปในทันที เมื่อเห็นตนเป็นฝ่ายเสียเปรียบดังนั้น เสือโคร่งก็รีบเปลี่ยนร่างกายเป็น พญาครุฑตัวใหญ่ โดยเข้าจิกคาบเอาหัวพญานาคลากไปอย่างไม่ปราณี เล่นเอาพญานาคร้องโอดโอยลั่น ต้องรีบกลายร่างเป็นยักษ์ใหญ่ นัยน์ตาพอง ถือกระบองทองแดงเท่าต้นตาล กวัดแกว่งเข้าทุบศีรษะพญาครุฑโดยไม่รั้งรอ พระเถระรีบเปลี่ยนร่างเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ใหญ่ขึ้นไปกว่าพญามารสองเท่า ถือกระบองทองแดงขนาดใหญ่สองอันเข้าฟาดกระบาลพญามารอย่างหนัก และรวดเร็วราวกับจักรผัน สุดที่พญามารจะปิดป้องได้ทัน ต้องสิ้นฤทธิ์ยอมแพ้ กลับร่างเป็นพญามารดังเดิม พระเถระเห็นดังนั้น ก็กลับร่างเช่นเดียวกัน แลโดยไม่รอให้นาทีทองผ่านไป พระเถระผู้ทรงฤทธิ์จึงรีบเนรมิตร่างหมาเน่า กลิ่นฟุ้งเหม็นเต็มไปด้วยหนอ ขึ้นตัวหนึ่ง ดึงประคตจากเอวของท่านออกมาผูกร่างหมาเน่านั้น โยนไปคล้องคอพญามาร ให้บัดดล พร้อมทั้งสำทับว่า "ใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นพระอินทร์ หรือพรหม อย่าเอาหมาเน่าเนื้อออกจากคอพญามารได้" ว่าแล้วขับไล่พญามารไปให้พ้นจากที่นั้น พญามารผู้มีฤทธิ์ ถูกซากหมาเน่าคล้องคอก็หมดฤทธิ์เอาเสียจริง ๆ จักเอาออกเองก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเอาทั้งสองต้องสายประคตที่คล้องคอทีไร ต้องมีไฟลุกขึ้นไหม้คอและไหม้มือทันที สุดจะแก้ไขด้วยตนเอง จึงเหาะไปหาท้าวมหาราชทั้งสี่ให้ช่วยก็ไร้ผล จึงเหาะต่อไปหาพระอินทร์ ท้าวยามา ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมิตเทวราช ตลอดจนท้าวสหัสบดีพรหม ก็ไม่มีใครสามารถจะช่วยได้ท่านเหล่านั้นได้แต่แนะนำว่า "พวกเราช่วยท่านไม่ได้หรอก เพราะพระเถระเป็นผู้มีฤทธิ์สูงยิ่ง ขอให้ท่านกลับไปขอขมาท่าน และขอความเมตตาให้ท่านช่วยแก้ให้ ด้วยตัวท่านเองดีกว่า" พญามารเมื่อได้ยินดังนั้น ก็จำเป็นจำใจต้องกลับไปหาพระเถระ อ้อนวอนให้ช่วยเอาซากหมาเน่าออกจากคอให้ "ขอท่านได้โปรดเวทนาข้าด้วยเถอะ ข้ายอมแพ้ท่านแล้ว" พญามารอ้อนวอน "ช่วยเอาหมาเน่าออกจากคอข้าด้วย" "ได้ซิ พญามาร" พระอุปคุตเถระตอบ "เชิญท่านตามเรามาทางนี้" ว่าพรางเดินนำหน้าพญามาร ไปยังภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ดึงเอาร่างหมาเน่าออกจากคอพญามารโยนทิ้งลงเหว และพร้อมกันนั้น เนรมิตสายประคตเอวให้ยาวออกและให้พันคอพญามาร รวบรัดไว้กับภูเขาลูกนั้น อย่างแน่นหนา แล้วสำทับอีกว่า "ท่านจงอยู่ที่นี่ จนกว่าพระเจ้าธรรมาโศกราชจะฉลองสถูปเจดีย์ครบ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน สำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อน" ว่าแล้วก็เดินจากไป โดยไม่เหลียวหลังหันมามองพญามารผู้น่าสงสารอีก พญามารผู้สิ้นฤทธิ์ ถูกมัดอยู่กับภูเขาลูกนั้น ยืนตากแดดกรำฝน ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสอยู่เป็นเวลานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน และเมื่องานฉลองมหาสถูปของพระเจ้าธรรมาโศกราชสำเร็จลง พระอุปคุตเถระจึงกลับมาหาพญามาร โดยครั้งแรกแอบอยู่ห่าง ๆ เพื่อฟังเสียงพญามารว่าละพยศร้ายหรือยัง พญามารเองเมื่อจากทิพยวิมานอันบรมสุข มารัทุกขเวทนาเช่นนี้ ก็ละพยศร้ายในสันดาน หวนนึกถึงพระพุทธโคดม จึงกล่าวออกมาว่า "เมื่อพระองค์สถิตภายใต้ต้นมหาโพธิ์ ข้าพระองค์ข้างจักราวุธอันคมกล้าไป หมายจะปลงพระชนมชีพพระองค์ แต่จักรอันนั้นกลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์ และแม้ข้าจะขว้างอาวุธอย่างอื่นไป ก็กลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองค์ทั้งหมด คราวนั้น ข้าพ่ายแพ้แก่พระองค์ แต่พระองค์มิได้ลงโทษตอบข้าให้ได้รับความทรมานแต่ประการใด บัดนี้ สาวกของพระองค์ช่างมีจิตใจเหี้ยมโหดทำร้ายข้า ให้ข้าได้รับทุกข์ทรมานแสนสาหัสเหลือเกิน" พญามารยิ่งคิดยิ่งโศกศัลย์และโกรธา เอาบาทกระทืบภูเขาเสียงดังสนั่น และในที่สุด...ก็ระลึกถึงความปรารถนาของตนที่เคยตั้งไว้ ณ แทบพระบาทของพระกัสสปพุทธเจ้า เมื่อครั้งเกิดเป็นโพธิเสนาบดี ก็ให้สลดใจสำนักบาป ออกปากอุทานว่า "โอหนอ เราทำกรรมหนักจริง ๆ ด้วยความริษยาแท้ ๆเราจึงเลวร้ายขนาดนี้ เอาละต่อไปนี้เราขอละจิตริษยาทั้งมวล และขอตั้งมั่นอยู่ในคุณความดี ความเที่ยงธรรม ความกรุณาอันสูงสุด เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้า และเป็นที่พึ่งแกสัตว์ทั้งหลายทั้งมวลในอนาคต" เมื่อพญามารกล่าวจบ พระเถระก็แสดงกายให้ปรากฏ และตรงเข้าแก้มัดพญามารโดยทันที "ดูก่อนพญามาร ขอท่านยกโทษให้ข้าด้วย" พระเถระกล่าวขึ้น "การกระทำของข้าครั้งนี้ แม้จะทรมานท่าน แต่ก็เป็นประโยชน์ให้ท่านระลึกถึงพุทธภูมิที่ท่านเคยปรารถนาไว้ ตั้งแต่บัดนี้ไปท่านเป็นปูชนียบุคคลอบรมโพธิสัตว์ ที่ชาวโลกจะกราบไหว้บูชา" ต่อจากนั้นพระเถระได้ขอให้พญามารเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์ เพื่อจะได้เห็นเป็นพุทธานุสติบ้าง ซึ่งพญามารก็รับคำ แต่ขอร้องว่าเมื่อเห็นเขาเนรมิตกายเป็นพระพุทธองค์แล้ว อย่างหลงกราบไหว้เป็นอันขาด เพราะจะให้เขาบาปหนัก ครั้นแล้ว พญามารก็เนรมิตกายเป็นพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ และฉัพพรรณรังสี อันวิจิตร มีพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้องขวา แวดล้อมด้วย มหาสาวกทั้งหลายเป็นบริวารเสด็จเยื้องย่างด้วยพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง พระเถระและพุทธบริษัทเห็นเช่นนั้น ก็เกิดความปีติยินดีสูงยิ่ง ถึงกับลืมตัว พร้อมกันถวายนมัสการด้วยเญจางคประดิษฐ์สักการะบูชาด้วยกันทั้งสิ้น เล่นเอาพญามารตกใจรีบกลับกลายร่างเดิม "ทำไมท่านลืมสัญญามาไหว้ข้าเล่า" พญามารท้วง พระอุปคุตกล่าว "พวกเรามิได้ไหว้ท่านหรอก เพียงแต่ไหว้สักการะบูชาพระพุทธเจ้าและพระสาวกต่างหาก" "แต่ข้าก็บาปหนักนะท่าน" "ไม่บาปหรอก ท่านได้ทำกุศลแก่พวกเราต่างหาก" พระเถระยืนยันในที่สุด จากนั้นพญามารก็กลับคืนสู่สวรรค์ ชั้นที่ ๖ วิมานของตน และนับแต่นั้นมาพญามารได้มีจิตอ่อนน้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หมดสิ้นน้ำใจริษยา และบำเพ็ญบารมีเพื่อพุทธภูมิต่อไปจนขณะนี้ พญามารจักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า "พระพุทธธรรมสามี" เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียวในกัลป์นั้น มีไม้รังเป็นที่ตรัสรู้ ในอนาคตกาลอีกไกลพ้น อายุของเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี เทวดาผู้สถิตเสวยทิพยสมบัติ ณ สวรรค์ชั้นที่ ๖ นี้ มีอายุนานถึง ๑๖๐๐๐ ปีทิพย์ หรือเก้าร้อยยี่สิบเอ็ดโกฏิหกล้านปี ในเมืองมนุษย์ บุญของผู้ที่จะมาเกิดในสวรรค์ชั้น ๖ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ต้องมีจิตบริสุทธิ์ มั่นอยู่ในศีล มีศรัทธาสูงส่ง หมั่นบริจาคทาน มีพรหมวิหารธรรมประจำใจ คิดเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ครั้นสิ้นชีพแล้ว จักบังเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี อันเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดแห่งนี้แล...

มารประจำพุทธศาสนา

มารประจำพุทธศาสนาแบ่งแยกเป็นประเภทต่างๆดังต่อไปนี้ครับ
๑) กิเลสมาร คือกิเลสของเราเอง คงเคยคิดกันมาบ้างว่าตัวคุณเหมือนมีคนสองคนรบกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งอยากแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้พ้นทุกข์ อีกฝ่ายขี้เกียจหรือยังดื้อดึงหวงแหนต้นตอทุกข์เอาไว้ เช่นเห็นๆอยู่ว่าเป็นชู้แล้วจะร้อนใจ เล่นพนันแล้วจะหมดตัว แต่จนแล้วจนรอดก็อดไม่ได้สักที สรุปคือตัวเราในภาคที่ใฝ่ต่ำนั่นแหละ คือมารที่ติดตามตัวไปทุกฝีก้าว ว่าไปแล้วมารประเภทนี้น่ากลัวเหนือมารชนิดอื่นใด เพราะมันติดตามเราไปทุกภพทุกชาติ แถมคนเราก็มักไม่รู้ตัว เพราะเอาแต่ตั้งท่าระวังมารแบบอื่น ไม่ได้ตั้งท่าระวังมารซึ่งเป็นอีกภาคหนึ่งของตัวเองเอาไว้ กิเลสมารนี่ดักทางไปสู่ความเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทางเลยทีเดียว กะแค่งดเว้นความประพฤติมิชอบยังสละไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปคิดถึงการสละความหลงผิดระดับละเอียดกัน พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายมืดมนอยู่ด้วยกาม ถูกปกคลุมอยู่ด้วยตาข่ายคือตัณหา ถูกปกปิดด้วยเครื่องมุงคือตัณหา ถูกกิเลสมารและเทวปุตตมารผูกพันไว้แล้ว ต่างจึงต้องมุ่งไปสู่ชราและมรณะ เหมือนปลาที่ปากไซ เหมือนลูกโคที่ยังตามดื่มนมจากแม่โคไปเรื่อย (จากคำตรัสตรงนี้ ยืนยันให้เห็นว่ามารที่เป็นกิเลสในตัวเราก็ส่วนหนึ่ง มารที่เป็นเทวดานอกตัวเราก็อีกส่วนหนึ่ง แสดงแล้วว่าพระศาสดาท่านรับรองการมีอยู่ของมารที่เป็นเทวดา) แง่สังเกตสำคัญในข้อนี้ที่อยากชี้ให้เห็น คือพวกเราทุกคนถูกกิเลสปกปิดความจริงอันประเสริฐสูงสุดไว้ ถูกกล่อมประสาทให้อาลัยอาวรณ์ ยึดติดอยู่กับสิ่งที่ไม่ควรยึดติดไว้ ดังนั้นเมื่อถูกสะกิดให้รู้ตัวแล้ว ก็อาจสะดุ้งตื่น และเพียรพยายามหลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลสมารกันต่อไป แต่หากไม่รู้ตัว ก็ย่อมพึงใจที่จะอาลัยอาวรณ์เรื่อยเปื่อย นึกว่าอะไรๆก็ควรยึดมั่นถือมั่นไว้กับตัว หวังความทนอยู่เที่ยงแท้ถาวรของตัวตนหรือสมบัติพัสถานอันเป็นที่รักไปทั้งนั้น อีกแง่สังเกตหนึ่งเมื่อรู้จักกิเลสมาร คือเราจะไม่เห็นว่าเพศตรงข้าม เงินทอง บ้านเรือน รถยนต์ โรงหนัง เรือยอร์ช ฯลฯ เป็นมารขัดขวางทางไปสวรรค์นิพพาน แต่จะเห็นเพียงว่าสิ่งเหล่านั้นคือเครื่องล่อให้มารทำงาน ต่อไปจะโทษอะไรก็จะได้โทษตัวเองที่เป็นภาคมารก่อนโทษข้าวของไร้ชีวิตภายนอก
๒) ขันธมาร คือกายใจของเราเอง อย่างที่กล่าวไว้ว่าพุทธศาสนาเรามุ่งเอานิพพานเป็นที่สุด สิ่งใดขวางไม่ให้เห็นนิพพาน สิ่งใดหน่วงเหนี่ยวไว้ไม่ให้ถึงนิพพาน สิ่งนั้นจัดเป็นมาร ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสไว้ว่ากายใจนี้แหละคือมารชนิดหนึ่ง เพราะสัมผัสทางกายใจเป็นรากฐานของความอาลัย ไม่ชวนให้เกิดความยินดีในนิพพาน พระองค์ท่านตรัสสอนภิกษุสาวกให้พิจารณาว่ากายนี้ก็ดี สุขทุกข์ก็ดี ความหมายรู้หมายจำก็ดี เจตนาดีชั่วก็ดี ความรับรู้ต่างๆก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นมาร เพราะเมื่อสิ่งเหล่านี้มี จึงมีความตาย จึงมีโรค จึงมีภัยประการต่างๆ สรุปคือสิ่งเหล่านี้เป็นตัวทุกข์โดยตรง หากเห็นเช่นนี้ได้ ก็จัดเป็นความเห็นชอบทางพุทธศาสนาขั้นสูง หากคุณกำลังสงสัยว่าจะเห็นชอบเช่นนี้ไปทำไม พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบว่าประโยชน์ของความเห็นชอบทำให้แหนงหน่ายความมีความเป็น และเมื่อแหนงหน่ายก็ย่อมคลายความกำหนัดยินดีในกายใจนี้ เมื่อคลายความกำหนัดยินดีย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นย่อมเข้าถึงนิพพาน นิพพานนั่นเองเป็นที่สุดของประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อื่นใดเหนือกว่านี้อีก เพราะบุคคลย่อมดับทุกข์ดับโศกอย่างถาวรเมื่อปราศจากกายใจ ตราบใดมีกายใจก็ยังมีเครื่องล่อไม่ให้รู้จัก ไม่ให้อยากฝันถึงนิพพานไปเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งสับสนนะครับ อย่านึกว่าเจริญล่ะ ถ้ากายใจเป็นมารก็คว้ามีดมาแทงตัวให้ตายไม่เหมาะหรือ? ในความเห็นชอบขั้นต้นเราต้องมองว่ากายใจมนุษย์นี้เป็นบันไดกุศล เปิดโอกาสให้เราบำเพ็ญบารมีจนดีพอจะเข้าถึงพระนิพพานได้ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ท่านทำนิพพานให้แจ้งแล้ว กายใจก็ไม่เป็นมารอีกต่อไป และท่านก็ยังคงใช้กายใจนี้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสัตว์โลกต่อไป ไม่ทำลายทิ้งเสียก่อนกาลอันควรเลย
๓) อภิสังขารมาร คือบาป บุญ และฌาน ที่สิ่งเหล่านี้ถือเป็นมารได้ก็เพราะบาปเป็นตัวก่อภพที่น่าสะพรึงกลัว บุญเป็นตัวก่อภพดีๆที่น่าติดใจไม่เลิก ส่วนฌานเป็นตัวก่อภพที่ประณีตสูงส่งเหนือกามารมณ์ ถึงแม้ดีวิเศษอย่างไร ภพก็คือภพ เมื่อมีได้ก็ต้องเสียได้ เมื่อตั้งอยู่ย่อมแปรปรวนไป เมื่อแปรปรวนไปย่อมต้องจากพราก ย่อมต้องพ้นจากสภาพนั้นๆในวันหนึ่ง บันดาลความเศร้าโศกอาลัย ความคร่ำครวญเสียดาย วนไปเวียนมาไม่รู้จบรู้สิ้น พระพุทธเจ้าส่งเสริมให้ทำดีมากๆ คือรู้ว่ายังไม่มีดีข้อไหนก็ทำให้มีเสีย รู้ว่ามีดีข้อไหนแล้วก็เพิ่มให้ยิ่งขึ้นไปอีก แต่ความดีอันเป็นที่สุดคือไม่สำคัญว่าความดีเป็นเป้าหมายสูงสุด เป้าหมายสูงสุดของพุทธคือข้ามพ้นจากภาวะน่ายินดีติดใจทั้งปวง มีความจริงระดับยอดอยู่ประการหนึ่งที่ชวนฉงน นั่นคือเมื่อพระอรหันต์ท่านสว่างแจ้งแทงตลอดแล้ว แม้ท่านจะแสนดี เมตตากรุณาต่อชาวโลกเพียงใด อาการทางใจของท่านก็จะสักแต่เป็นกิริยา ไม่เป็นบุญแบบก่อภพก่อชาติ อันนี้อย่าไปเลียนแบบท่านนะครับ บางคนอยากลัดขั้นเป็นอรหันต์ดิบ ไม่ต้องทำบุญ ไม่อยากให้ใจเป็นบุญ ความจริงพวกเราต้องเกาะบุญไว้ เหมือนตราบใดไม่ถึงฝั่งก็ต้องพึ่งเรือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะประชิดฝั่งจริงๆถึงค่อยเห็นเรือเป็นมารที่สมควรทอดทิ้งไว้ เพราะถ้าขืนยังอาลัยก็ไม่ได้ขึ้นฝั่งเท่านั้น
๔) มัจจุมาร คือความตาย ที่ความตายถูกจัดให้เป็นมารก็เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่คนเราส่วนใหญ่จะตายเสียก่อนรู้จักหนทางหลุดพ้น หรือรู้จักหนทางหลุดพ้นแล้วก็ตายเสียก่อนจะบำเพ็ญเพียรจนหลุดพ้นได้สำเร็จจริง ในครั้งพุทธกาลมีภิกษุจำนวนมาก บำเพ็ญเพียรเต็มกำลัง แต่ยังไม่ทันสำเร็จอรหัตตผลก็หมดอายุเสียก่อน และแม้ในยุคเราก็มีพระป่าจำนวนหนึ่ง เอาชีวิตของพวกท่านไปทิ้งในป่ากันเงียบๆ โดยยังไม่ทันบรรลุผลอันเป็นที่สุดกัน พระอรหันต์เป็นบุคคลประเภทเดียวที่ละมัจจุมารเสียได้ กล่าวคือเมื่อหมดกิเลส จิตก็ลอยบุญ ลอยบาป อยู่เหนือธรรมชาติปรุงแต่งให้เกิดภพใหม่ แม้เราจะเห็นด้วยตาเปล่าว่าร่างกายพวกท่านทอดนอนเหมือนขอนไม้ยามสิ้นลม นั่นก็ไม่จัดเป็นมัจจุมาร เพราะความตายขัดขวางการเข้าถึงนิพพานของพวกท่านไม่ได้อีกแล้ว พวกท่านถึงนิพพานเสียก่อนที่มัจจุราชจะมาตัดหน้าชิงตัวไปเกิดในภพใหม่แล้ว
๕) เทวปุตตมาร คือเทวดาพวกที่มีนิสัยเสียอย่างหนึ่ง คือเห็นใครอยากไปนิพพานเป็นไม่ได้ ต้องทุรนทุราย อยากเข้าไปขัดขวาง หรือเมื่อเห็นใครเป็นพระอรหันต์และอาจนำหมู่ชนจำนวนมากให้สำเร็จมรรคผลนิพพานตามได้ ก็จะบังเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ อยากให้พวกท่านล้มหายตายจาก ตามหลักฐานในคัมภีร์ บางทีก็เล่นงานกันตรงๆแบบถึงเนื้อถึงตัว หรือเมื่อเล่นงานแบบถึงเนื้อถึงตัวไม่ได้ ก็จะใช้วิธีขอให้รีบลาไปนิพพานดื้อๆ อย่างเช่นที่มารไปทูลขอพระพุทธเจ้าว่าพระพุทธศาสนาตั้งมั่นแล้ว หมดกิจของพระองค์ท่านแล้ว จึงควรกำหนดปลงอายุเพื่อดับขันธปรินิพพานเสียเถิด ปัจจุบันมักมีนักวิชาการมองว่าเทวปุตตมารกับกิเลสมารคืออันเดียวกัน ความจริงคือเป็นคนละอย่างกัน เช่นที่พระพุทธเจ้าท่านหมดกิเลสแล้ว ย่อมไม่ถูกกิเลสมารมารบกวนเป็นแน่ และอีกประการคือท่านตรัสชัดว่าหมู่ชนถูกพันธนาการไว้ด้วยกิเลสมารและเทวปุตตมาร ถ้าเป็นอันเดียวกันก็คงไม่มีคำว่า ‘และ’ มาเป็นตัวแบ่งแยก

ทำไมพระยามารจึงได้อยู่บนสวรรค์ชั้น 6

พระยามาราธิราชโพธิสัตว์ แท้ที่จริงแล้ว ท่านคือ พระมหาโพธิสัตว์พระองค์หนึ่ง จัดอยู่ในประเภท พระนิยตะโพธิสัตว์ คือ ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้วว่า จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอนในอนาคต เหตุที่ได้ชื่อว่า เป็นพระยามาราธิราช เนื่องด้วยพระองค์ทรงเกิดจิตอิจฉา ริษยา พระสมณโคดม ที่จะได้มาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนพระองค์ ทั้งที่พระองค์นั้นได้บำเพ็ญพระบารมีมาก่อน แต่เหตุไฉนใยฤา เหล่าพระพรหม และทวยเทพทั้งปวง จึงไม่อัญเชิญพระองค์ ซึ่งขณะนั้น หรือแม้ในขณะทุกวันนี้ เสวยพระชาติเป็น “ท้าวปรนิมิตตวสววัตตีมาราธิราช” เทวราชผู้เป็นใหญ่ 1 ใน 2พระองค์ที่ปกครองสวรรค์ชั้นที่ 6 ที่ชื่อว่า สวรรค์ชั้นปรนิมิตตวสวัตตีแต่กลับพากันไปอัญทูลเชิญ “ท้าวสันต์ดุสิตเทวราช” เทวราชาแห่งสวรรค์ชั้นที่ 4ที่ชื่อว่า ชั้นดุสิต ให้เสด็จลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อไป ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงคอยหาจังหวะและโอกาส ที่จะขัดขวางการตรัสรู้ให้จงได้ และเมื่อสบโอกาสในช่วงค่ำ ของคืนวันเพ็ญเดือน 6 ในขณะที่พระสมณโคดมกำลังเตรียมการ ที่จะบำเพ็ญเพียรพระบารมีอย่างเต็มที่ ท้าวปรนิมิตตวสวัตตีมาราธิราช ได้จำแลงกายเป็น “พระยาวสวัตตีมาราธิราช” ทรงช้างนามว่า “ ครีเมขลา” พาเหล่าเสนามาร และกองทัพมารทั้งหลาย พรั่งพร้อมด้วยศาสตราวุธครบมือ มากันอย่างมืดฟ้ามัวดิน เข้ามารังควาญ โดยกล่าวว่า ที่นี่พระองค์ประทับใต้ต้นโพธิ์นี้ เป็นที่ของตน ต้องการให้พระสมณโคดมหลีกลี้หนีห่างไปให้พ้น ถ้าพูดกันดี ๆ ไม่ฟัง ก็คงต้องใช้กำลังกันล่ะแต่แทนที่พระพุทธองค์จะทรงเกรงกลัว กลับสงบนิ่ง พร้อมกับทรงดำรัสว่า “มารเอย ที่ท่านบอกว่าที่ที่เรานั่งอยู่นี้เป็นของท่าน แท้จริงแล้ว เป็นที่ที่เราได้เคยบำเพ็ญบารมีมาช้านาน ใยท่านมากล่าวตู่เช่นนี้” พระยามาราธิราช ได้ฟังดังนั้น ก็กล่าวถามไปว่า “การที่ท่านบอกว่า ที่ที่นี้เป็นที่ของท่านบำเพ็ญบารมีมานั้น ท่านมีพยานหลักฐานอันใดหรือ ส่วนเรานั้น เหล่าพลมารพวกนี้ เป็นพยานให้เราได้”พระสมณโคดมทรงดำรัสตอบว่า “ต้องการพยาน หลักฐาน กระนั้นหรือ ได้เลย พระยามาร” แล้วพระองค์ท่านก็ทรงเปลี่ยนพระอิริยาบถ จากท่าพระหัตถ์ประสานกันขวาทับซ้าย มาเป็นพระหัตถ์ขวาวางไว้ที่พระชานุ (เข่า) ชี้นิ้วพระหัตถ์ลงบนพื้นดิน ส่วนพระหัตถ์ซ้ายยังคงอยู่ที่เดิม หรือที่เรารู้จักกันในปางมารวิชัย และแล้ว ก็บังเกิดมีแม่พระธรณี แทรกแผ่นดินขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ ระหว่างพระสมณโคดมกับพระยามาร พร้อมกับกล่าวว่า “ข้านี่แหละ เป็นพยานให้ เพราะรู้เห็นการบำเพ็ญเพียรของพระสมณโคดมมาตลอด และนี่คือหลักฐานที่พระสมณโคดม ได้หลั่งน้ำอุทิศในการบำเพ็ญทานบารมีเอาไว้”
พญามารนั้น ก่อนที่จะมาเสวยชาติเกิดเป็นพญามาร ครั้งหนึ่งได้เกิดเป็นมนุษย์ และได้มีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ (พระพุทธเจ้านั้นได้เคยบังเกิดขึ้นแล้วหลายพระองค์ ซึ่งต่างกับป์ต่างกัลย์กันมาก เรียกได้ว่า โลกมนุษย์เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง จะมีพุทธเจ้าเกิดขึ้น 1 พระองค์เท่านั้น) พญามารผู้นี้ได้เกิดเป็นมนุษย์มียามว่า โพธิ์อำมาตย์ เป็นถึงอัครเสนาบดีของพระเจ้ากิงกิสสะมหาราช ผู้ที่มีพระทัยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมากวันหนึ่งทรงทราบว่า พระพุทธเจ้าได้เข้าฌานนิโรธสมาบัติ ซึ่งผู้ที่ได้ถวายทานเป็นคนแรกหลังจากพุทธเจ้าออกจากฌาน จะเป็นบุญมหาศาลยิ่งนัก ถึงขั้นขออะไรก็จะสำเร็จดังนั้นทุกประการทีเดียว(มีตัวอย่างมาแล้วในสมัยพุทธกาลที่ผ่านมา แต่ยังไม่เล่า) พระเจ้ากิงกิสสะจึงประกาศห้ามผู้ใดไปถวายทานก่อนพระองค์เป็นอันขาด ใครฝ่าฝืนจะประหารชีวิตในทันทีโพธิ์อำมาตย์ แม้จะทราบคำสั่งของเหนือหัว แต่ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะถวายทาน ถึงกับไม่กลัวตาย รุ่งขึ้นจึงได้ชวนภรรยาพร้อมด้วยเครื่องไทยทานรวม 2 ห่อ ตรงไปยังบริเวณต้นไทรใหญ่ที่พระพุทธเจ้าทรงเข้าฌานอยู่ ทหารรักษาการณ์เห็นดังนั้น จึงตรงเข้าขัดขวาง แต่โพธิ์อำมาตย์ได้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะถวายทานให้ได้ ที่จริงจะบอกไปก็ได้ว่าเหนือหัวให้มาอาราธนาเข้าไปในวัง แต่ไม่ควรจะโกหกเช่นนั้น จึงได้บอกความจริงไปแม้จะต้องถูกประหารก็ไม่กลัว เช่นนั้นแล้วจึงได้ถูกทหารจับตัวไป เมื่อพระเจ้ากิงกิสสะได้ทราบข่าวว่าเสนาบดีของตนเองได้ละเมิดคำสั่งเสียเอง จึงพิโรธเป็นอันมาก จึงได้สั่งประหารทันทีฝ่ายพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณว่าโพธิ์อำมาตย์ได้มีศรัทธาแรงกล้าจะถวายทาน แม้จะถูกประหารก็ไม่กลัว จึงทรงกรุณาแก่เสนาบดีมาก จึงเนรมิตพุทธนิมิตให้สถิตย์แทนพระองค์ แล้วไปปรากฎตัวแก่โพธิ์อำมาตย์โดยให้เห็นเฉพาะโพะอำมาตย์เท่านั้น แล้วได้กล่าวว่า"ดูก่อนโพธ์อำมาตย์ ท่านทำถูกแล้วจงมีศรัทธามั่นเถิด อย่าอาลัยในชีวิต ไทยทานของท่านอยู่ที่ไหน จงถวายเราเถิด"เสนาบดีผู้น่าสงสาร เมื่อได้ฟังคำตรัสของพุทธเจ้าแล้ว ได้เกิดความเลื่อมใสอย่างสุดใจ รีบนำเครื่องไทยทานของตนและภรรยามาถวายด้วยความศรัทธาอย่างที่สุด และได้ตั้งความปรารถนาแทบพระบาทเอาไว้ว่า"ด้วยอำนาจแห่งผลทานครั้งนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพระองค์ได้เป็นพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระองค์ในอนาคตกาลโน้นเถิด"กัสสปะพุทธเจ้าได้ยกพระหัตย์ลูบศีรษะของโพธิ์อำมาตย์และได้กล่าวพยากรณ์ว่า"ท่านปรารถนาสิ่งใด ขอสิ่งนั้นจงสำเร็จเถิด ท่านจะได้อุบัติเป็นพุทธเจ้าในอนาคตในอนาคตเบื้องหน้าโน้น"หลังจากนั้น เสนาบดีก็ถูกประหารชีวิต แล้วไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต และจุติจากดุสิตสวรรค์ลงมาเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฎมาช้านาน จนล่าสุดได้ไปเกิดเป็นพญามารดังที่กล่าวไว้น่นเอง แต่เนื่องจากมีจิตริษยาในพระพุทธโคดม คือ พุทธเจ้าของเรา ที่มาตรัสรู้ก่อนตน จึงได้ตามเฝ้าประจัญขัดขวางต่างๆ แต่มิได้ล่วงเกินบาปหนักแต่ประการใดต่อมา หลังจากพระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานได้ 200 ปีเศษๆ พระเจ้าธรรมาโศกราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป ทรงมีศรัทธาอุตสาหะ สร้างพระสถูปเจดีย์ถึงแปดหมื่นสี่พันองค์ เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และยังปรารถนาจะทำการฉลองใหญ่ มีกำหนดถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ให้สมกับความตั้งใจของพระองค์ที่มีมานาน และการฉลองใหญ่ครั้งนี้ พระองค์เกรงว่าจะถูกรบกวนจากพญามาร ผู้มีอิธิฤทธิ์สูงส่งนักและมีจิตริษยา พระเจ้าธรรมาโศกราชจึงได้อาราธนาภิกษุสงฆ์เพื่อให้ช่วยป้องกันภัยจากพญามารนี้ แต่เหล่าสงฆ์ทั้งหลายในสังฆมณฑลรู้ตัวดีว่าไม่อาจสู้ฤทธิ์ของพญามารนี้ได้ แต่มีภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งจำพุทธพยากรณ์ได้ว่า จะมีภิกษุสงฆืรูปหนึ่ง นามว่า อุปคุตเถระ จักปราบมารให้ละพยศ และจักปรารถนาพุทธภูมิกล่าวกันว่าอุปคุตเถระผู้นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว ชอบแผลงฤทธิ์ลงไปในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ และเนรมิตปราสาทล้วนด้วยแก้ว 7 ประการ ประดิษฐานอยู่ในท้องมหาสมุทร นั่งเหนือรัตนบัลลังค์ เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุติสุขอยู่ลำพัง เป็นเวลาหลายวัน จนวันพุธเพ็ญกลางเดือน จึงออกจากสมาบัติ เหาะขึ้นมาบิณฑบาทบนโลกมนุษย์ครั้งหนึ่ง แล้วจึงกลับลงไปเข้าฌาน เป็นแบบนี้ตลอดเวลาและในครั้งนี้นี่เอง พระอุปคุตเถระ ได้ถูกภิกษุ 2 รูป ผู้ได้อภิญญาชำแรกมหาสมุทรลงมาแจ้งโทษแก่ท่าน ว่าไม่มีสังฆกรรมร่วมกับสงฆ์ กลับมาหาความสบายแต่ผู้เดียว บัดนี้คำสังจากสงฆ์นำมาถึงท่าน ให้ท่านเป็นธุระป้องกันพญามาร อย่าให้ได้รบกวนงานฉลองของพระเจ้าธรรมาโศกราชได้ พระเถระน้อมรับคำสั่งโดยมิได้โต้แย้งใดๆวันเปิดงานมาถึง พระเจ้าธรรมาโศกราชได้เข้าสู่บริเวณงาน พร้อมด้วยคณะสงฆ์มากมาย ขณะนั้นนั่นเอง พญามารผู้มีใจริษยา อดใจไม่ไหว จึงลงมาจากปรนิมมิตสวัตตี บันดาลให้เกิดพายุใหญ่พัดกระหน่ำ หวังจะทำลายงานดับประทีปบูชาที่จุดสว่างสไว ฝ่ายพระอุปคุตเถระซึ่งได้คอยระวังอยู่แล้ว จึงบัดาลให้พายุนั้นอันตรธานหายไปพญามารจึงได้โมโหโกรธายิ่งขึ้น และรู้ได้ด้วยฤทธิ์ว่าพระรูปนี้นั่นเอง ที่เป็นผู้ต่อกร จึงเปลี่ยนแผน แปลงร่างเป็นวัวกระทิงตัวใหญ่ยักษ์ เขาโง้งแหลมคมราวกับหอก วิ่งพุ่งออกมาจากพุ่มไม้ หวังจะทำลายโรงพิธีให้แหลกไป พระเถระเห็นเช่นนั้น ก็ไม่รอช้า แปลงกายเป็นเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่ ตรงเข้าตะลุมบอล ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ไม่นานนักวัวกระทิงก็โดนเสือตะปบไปนอนกองแทบจะตายแหล่ แต่ไม่นานมันก็เปลี่ยนร่างเป็นพญานาค 7 เศียร พ่นไฟใส่เสื่อโคร่ง หมายจะเอาชีวิต พระเถระเห็นว่าเสียเปรียบจึงแปลงกายเป็นพญาครุฑตัวใหญ่ โดดเข้าจิกหัวพญานาคลากกลิ้งไปอย่างไม่ปราณี เล่นเอาพญานาคร้องโอดโอยและได้เปลี่ยนร่างเป็นยักษ์ใหญ่ นัยน์ตาดุดัน ถือกระบองยักษ์เท่าต้นตาล กวัดแกว่งทุบหัวพญาครุฑโดยไม่รั้งรอ พญาครุฑเห็นเช่นนั้น จึงเปลี่ยนร่างเป็นยักษ์ที่ใหญ่กว่าถึง 2 เท่า ถือกระบองยักษ์ 2 อัน เหวี่ยงเข้าทุบศีรษะพญามารอย่างรุนแรง และรวดเร็วราวกับจักรผัน ยากที่พญามารจะป้องกันได้ ในที่สุดก็กลับร่างและยอมแพ้ไปในที่สุดพระเถระเห็นดังนั้น ไม่รอช้า ได้เนรมิตร่างหมาเน่า กลิ่นเหม็นฟุ้งเต็มไปด้วยหนอน และดึงประคตจากเอวของท่าน ออกมาผูกร่างหมาเน่าและเหวี่ยงไปคล้องคอพญามาร พร้อมกล่าวว่า"ไม่ว่าใครก็ตาม ย่อมไม่อาจเอาหมาเน่าออกจากคอพญามารนี้ได้"จากนั้นก็ขับไล่พญามารให้ออกไปจากพื้นที่นั้นพญามารผู้เลิศฤทธิ์ พอถูกหมาเน่าคล้องคอก็พาลหมดฤทธิ์เอา ไม่อาจทำอะไรได้ จะเอาออกเองก็มิได้ ได้แต่ไปวอนขอให้เพื่อนเทวดา ตั้งแต่เทวกษัตริย์สวรรค์ชั้นที่ 1 - 6 ให้ช่วยเอาออกให้ ก็ไม่มีใครเอาออกได้ ได้แต่แนะนำว่า ให้ไปขอขมากับพระเถระดีกว่า ให้ท่านช่วยแก้ให้ พญามารไม่มีทางเลือก ได้แต่จำใจกลับไปหาพระเถระ เพื่อขอขมาและบอกให้ท่านช่วยเอาออกให้ พระเถระยินดีเอาออกให้ แต่ก่อนอื่น อยากให้ตามมาทางนี้ก่อน พระเถระได้นำพญามารมายังภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วหยิบเอาหมาเน่าออกและโยนทิ้งไปในเหว พร้อมกันนั้น ก็เนรมิตประคตนั้นให้ยาวขึ้น และพันรอบตัวพญามารไว้กับภูเขา แล้วกล่าวว่า"ท่านจงอยู่ที่นี่ จนกว่าพระเจ้าธรรมาโศกราชจะทำพิธีฉลองสถูปเจดีย์ครบ 7 ปี 7 เดือน 7 วันให้เสร็จสิ้นไปก่อน"กล่าวจบก็เดินไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองพญามารได้รับทุกขเวทนาอยู่ที่นั่นเป็นเวลานานถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน จนเมื่อครบกำหนด พระเถระได้กลับมาเพื่อจะปลดปล่อยพญามาร แต่ได้เดินมาแอบดูก่อน พญามารเป็นอย่างไรบ้าง พญามารเอง ก่อนเคยมีวิมาน มีสุข เมื่อมารับทุกขเวทนาเช่นนี้จึงละพยศในสันดาน และนึกถึงพุทธโคดมและกล่าวออกมาว่า"เมื่อพระองค์สถิตย์ใต้ต้นมหาโพธิ์ ข้าพระองค์ขว้างจักราวุธอันคมกล้าไป หมายจะปลิดชีพพระองค์ แต่จักรนั้นกลับกลายเป็นดอกไม้บูชาพระองคื และไม่ว่าจะขว้างอาวุธอะไรไป ก็กลายเป็นดอกไม้ไปเสียหมด คราวนั้นข้าพ่ายแก่พระองค์ แต่พระองค์ก็ไม่ได้โต้ตอบอันใด บัดนี้สาวกของพระองค์มีจิตใจ***วมโหดทำร้ายข้า ทำให้ข้าพระองค์ได้รับทุกข์สาหัสเหลือเกิน"คิดแล้วก็เศร้าโศกและโมโห เอาบาทกระทืบพื้นดังลั่น แต่แล้วก็หวนคิดถึงพุทธภูมิที่เคยตั้งใจไว้ที่แทบพระบาทกัสสปะพุทธเจ้า ในที่สุดพญามารก็สำนึกได้ จึงลดละความริษยา ตั้งใจอยู่ในคุณธรรม เพื่อที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่งแก่สัตว์ทั้งหลายในอนาคตครั้นกล่าวจบ พระเถระได้แสดงตนออกมา และแก้มัดให้กับพญามาร"ดูก่อนพญามาร ขอท่านยกโทษให้ข้าด้วย แม้การกระทำของข้าครั้งนี้จะทำร้ายท่าน แต่ก็ทำให้ท่านระลึกถึงพุทธภูมิที่ท่านเคยตั้งใจปรารถนาไว้"ต่อจากนั้น พระเถระได้ขอให้พญามารได้แปลงกายเป็นพุทธองค์ เพื่อจะได้เห็นพุทธานุสติบ้าง พญามารรับคำ แต่บอกว่า ห้ามลืมตัวกราบไหว้เด็ดขาด มิฉะนั้นตนจะบาปหนักครั้นแล้ว พญามารก็เนรมิตตนเป็นพุทธเจ้า ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ และฉัพพรรณรังสีอันวิจิตร มีพระอัครสาวกเบื้องซ้ายขวา แวดล้อมด้วยมหาสาวกทั้งหลายเป็นบริวารเสด็จเยื้องย่างด้วยพุทธลีลางดงามยิ่งนักพระเถระและพุทธบริษัทเห็นเช่นนั้น ก็เกิดความปิติอย่างสูงยิ่ง เกิดปิติลืมตัวพร้อมกันนมัสการด้วยเบญจางคประดิษฐ์ทั้งสิ้น ทำให้พญามารตกใจกลับร่างเดิม"ทำไมท่านลืมสัญญามากราบไหว้ข่าเล่า""พวกเรามิได้ไหว้ท่านหรอก เพียงแต่กราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าและพระสาวกตางหาก""แต่ข้าก็บาปนะท่าน""ไม่บาปหรอก ท่านได้ทำกุศลแก่พวกเราตางหาก"จากนั้น พญามารก็กลับคืนสู่สวรรค์ และตั้งแต่นั้นมา พญามารก็มีจิตเลื่อมใสในพุทธศาสนามาตลอด และบำเพ็ญตนเพื่อจะได้มาตรัสรู้เป็นพุทธเจ้าในอนาคตต่อไป... พญามารจะมาบังเกิดเป็นพุทธเจ้ามีพระนามว่า "พระพุทธธรรมสามี" เป็นพุทธเจ้าองค์เดียวในกัลป์นั้น ต่อไปในอนาคตอันไกลโพ้น